หลังผ่านมา 11 ปี สำหรับคดีวินาศกรรมร้ายแรงใจกลางเมืองกรุง วางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากและคนไทย บาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย
จนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต 2 จำเลยชาวอุยกูร์ นายอาเด็ม คาราดัค นายไมไรลี ยูซุฟู
ส่วนหนึ่งที่ใช้เวลาพิจารณาคดียาวนาน เพราะมีพยานหลักฐานมากมาย
ลงเอยศาลเชื่อในน้ำหนักพยานหลักฐานที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนรวบรวม ตั้งข้อกล่าวหากับ 2 ชาวอุยกูร์ ว่าเป็นผู้ร่วมก่อเหตุวางระเบิดดังกล่าว
แต่คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยยังมีโอกาสต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ ระบุว่าเป็นการก่อเหตุโดยชาวอุยกูร์ เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมมาไหว้ศาลท้าวมหาพรหมนั่นเอง!
เหตุร้ายแรงกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างหนักครั้งนี้ เกิดในยุครัฐบาลทหารคสช.
โดยเชื่อว่าชนวนเหตุมาจากนโยบายการส่งตัวชาวอุยกูร์ให้กับจีน ส่งไปล็อตใหญ่ก่อนหน้านั้นไม่นาน โดยใช้วิธีรวบรัดบังคับส่งขึ้นเครื่องไป
จนกระทั่งจีนเองได้ส่งข้อมูลข่าวกรองเตือนมายังไทยให้ระวังการตอบโต้ล้างแค้น
หลังเกิดเหตุ ตำรวจในยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ทีมงานทั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ชุดสืบสวนนครบาล ทำคดีได้สำเร็จ!
ใช้เทคโนโลยีทันสมัย จนตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว โดยพบการใช้มือถือต้องสงสัยในจุดเกิดเหตุหลายเบอร์ พบว่าเป็นเครือข่ายมือถือต่างประเทศ
พร้อมทั้งตรวจกล้องวงจรปิดจนเห็นภาพผู้ต้องสงสัย สอบพยานรถรับจ้างที่ผู้ต้องสงสัยใช้เป็นพาหนะ
จนสุดท้ายจับกุมได้ที่อพาร์ตเมนต์ ย่านมีนบุรี พร้อมของกลางจำนวนมาก
บทเรียนสำคัญจากคดีนี้ก็คือ นโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องระมัดระวัง เพราะรัฐบาลชุดนั้นไม่ทำอย่างละมุนละม่อม จนก่อให้เกิดความเคืองแค้น!
แต่ก็ยังดีที่ตำรวจยุคนั้นยังมีประสิทธิภาพ จับกุมและดำเนินคดีจนศาลตัดสินลงโทษ
เช่นนี้นักก่อการร้ายข้ามชาติอื่นๆ คงยังเกรงใจเกรงกลัวกันบ้าง!!
วงค์ ตาวัน