คดีตำรวจออสเตรเลียจับกุมแอร์โฮสเตสสาวสายการบินไทย ที่สนามบินเมลเบิร์น โดยตรวจพบการลักลอบขนเฮโรอีน 1 กิโลกรัม ในกระเป๋าสัมภาระ กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งในออสเตรเลียและโดยเฉพาะในประเทศไทย
เนื่องจากผู้ถูกจับกุมเป็นพนักงานสายการบิน ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่น่าจะคิดสั้นอะไรแบบนี้ ทั้งน่าจะรอบรู้ว่า การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ควรเสี่ยงขนสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรง!
ยิ่งเป็นออสเตรเลียที่ได้ชื่อว่าด่านตรวจเข้มงวด ทั้งสกัดยาเสพติด สกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมที่จะกระทบต่อพืชพันธุ์ สัตว์ ไปจนถึงป้องกันพวกโรคระบาด
ดังนั้นจะต้องค้นหาข้อเท็จจริงกันต่อไปในกรณีแอร์สาวรายนี้
พร้อมๆ กัน ทางตำรวจออสเตรเลียก็ประสานมายังสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของไทย เพื่อร่วมสืบสวนหาที่มาของยาเสพติดล็อตนี้ มาจากไหน มีใครเกี่ยวข้องอีก
ทางการไทยจะต้องค้นหาต้นของยาเสพติดล็อตนี้อย่างถึงรากถึงโคน!
การสืบสวนของป.ป.ส.ไทยและตำรวจปราบยาเสพติดไทยในคดีนี้ กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม
อยากรู้กันว่า แอร์สาวรายนี้ร่วมขบวนการตรงๆ หรือโดนหลอก ดังที่มีข้อมูลเรื่องการรับจ้างหิ้วของ
ที่สำคัญ ไทยเราต้องหาที่มาที่ไป อุดช่องทางสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ออกจากบ้านเรา ส่งไปยังประเทศต่างๆ ให้ได้!
ไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาประเทศ แต่หมายถึงผลกระทบต่อคนไทยเอง ธุรกิจไทยเอง
ไม่เช่นนั้นเราจะถูกรังเกียจจากชาติต่างๆ กลายเป็นปัญหาต่อการเดินทางของคนไทย การส่งออกสินค้าต่างๆ!?!
เช่นเดียวกับการบินไทยเอง จะต้องวางมาตรการไม่ให้เกิดการกระทำผิดโดยพนักงานของสายการบินแห่งชาติเราเอง
ผลเสียหายร้ายแรงมากๆ
จะทำให้ตกเป็นเป้าของหน่วยปราบยาเสพติดหลายๆ ประเทศ
ไปจนถึงเกิดคำถามว่า แล้วยาเสพติดล็อตนี้ ออกจากไทยโดยคนไทย แต่ไม่ผ่านด่านเมลเบิร์นได้อย่างไร!?
การตรวจตราของออสเตรเลียเข้มข้น ยากจะเล็ดรอดไปได้ แต่ออกจากไทยได้ง่ายๆ ช่างน่าอับอายขายหน้าไม่น้อย
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาชี้แจงทำนองว่า ที่ผ่านมาเราเน้นตรวจวัตถุระเบิดเป็นสำคัญ ต่อไปก็คงต้องเพิ่มมาตรการยาเสพติด
จะให้ผู้บริหารการบินไทย ท่าอากาศยานไทยหรือ AOT รวมถึงสถาบันการบินพลเรือน ไปเร่งหารือกัน
แน่นอนว่า พอเกิดข่าวใหญ่เรื่องการขนยาเสพติด ก็ต้องเต้นกันไปทุกหน่วย
แต่ต้องระวังอีกด้านด้วย
การเข้มงวดตรวจตราก็อย่าทำให้เกิดความล่าช้ากระทบการท่องเที่ยว ซึ่งต้องการความเร็วความสะดวกเป็นสำคัญ!
วงค์ ตาวัน