นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเข้าสู่ยุคใหม่ มี “บิ๊กราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” ทำหน้าที่ผบ.ตร.คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร. ได้ลงมติไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม แบบเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0
เป็นมติที่เห็นชอบตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานก.ตร. เสนอชื่อพล.ต.อ.สำราญ ให้ที่ประชุมพิจารณา
อย่างที่รู้กันว่า ชื่อพล.ต.อ.สำราญ นวลมา มีสถานะ “นอนมา” ตั้งแต่ช่วงเข้าโค้งสุดท้าย แบบไม่มีคู่แข่ง!
หลังจากที่ก่อนหน้านั้น เกิดกระแสควรสนับสนุน รองผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโสเป็นหลักมากกว่า
ทำให้มีชื่อพล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผบ.ตร.อาวุโสสุด เป็นที่กล่าวขวัญกัน
แต่สุดท้าย บทสรุปชัดเจนว่า กฎการแต่งตั้งผบ.ตร.นั้น ไม่ได้ให้เรียงตามลำดับอาวุโส แต่ให้เลือกด้วยหลักอาวุโสและความรู้ความสามารถผสมผสานกัน!!
เมื่อเข้าสู่ประเด็นความรู้ความสามารถ ทำให้ชื่อพล.ต.อ.สำราญ โดดเด่น
เนื่องจากเส้นทางชีวิตตำรวจนั้น เริ่มตั้งแต่โรงพัก ผ่านมาหลายสถานีตำรวจ ครบถ้วนทั้งงานสอบสวน งานสืบสวนงานปราบปราม งานจราจร
งานโรงพักถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของงานตำรวจ ซึ่งพล.ต.อ.สำราญผ่านอย่างโชกโชน จนขึ้นเป็นผู้กำกับหัวหน้าโรงพัก
อีกงานสำคัญคือ เป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ คุมงานสายตรวจ 191 ซึ่งทั้งสายตรวจป้องกันอาชญากรรม และสายตรวจอารักขาบุคคลสำคัญ
รวมทั้งคุมกำลังปฏิบัติการพิเศษ 191 “หน่วยอรินทราช” ในภารกิจปราบปรามการก่อเหตุร้ายแรงกลางเมืองอีกด้วย!
แล้วยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คุมเมืองหลวง
รับผิดชอบภารกิจใหญ่ๆ จนได้เป็นที่ไว้วางใจของบุคคลสำคัญๆ จำนวนมาก
เมื่อถึงเวลาขึ้นเป็นผบ.ตร. ทำให้พล.ต.อ.สำราญได้รับแรงหนุนทั้งจากรัฐบาล จากนายกฯ อนุทิน และบุคคลสำคัญๆ
ความที่พล.ต.อ.สำราญยังเหลืออายุราชการอีกยาวนาน
ก่อนหน้านี้จึงเกิดประเด็นยึดอาวุโส เพื่อหาคนมาคั่นสักปีสองปีก่อน
แต่ก็ยากจะฝืนพลังสนับสนุนรอบด้านได้ ทำให้สุดท้ายบิ๊กราญ จึงนอนมา
เอาเข้าจริงๆ การที่พล.ต.อ.สำราญ มีเวลาเป็นผบ.ตร.ยาวๆ ถึง 7 ปี
หลายคนมองข้อดีว่า จะได้ใช้เวลาเต็มที่ในการบริหารองค์กรที่เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด มีลักษณะอุ้ยอ้ายเทอะทะ!
ผบ.ตร.ที่มีเวลาทำงานน้อยแค่ปีหรือสองปี บางทีก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
7 ปีของผบ.ตร.คนใหม่ ถ้าตั้งใจมุ่งมั่น น่าจะสามารถผ่าตัดและยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ได้!!
วงค์ ตาวัน