ชกไม่มีมุม : ภัยท่องเที่ยวธรรมชาติ อย่าใช้สูตรเดิมๆ

“วงค์ ตาวัน”

ฝนเริ่มกลับมาตกหนักในพื้นที่ทั่วประเทศอีกรอบแล้ว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้รับผิดชอบในการ ช่วยเหลือ 13 ชีวิตในถ้ำหลวง เชียงราย ตัดสินใจปฏิบัติการสำคัญ ลงมือนำเด็กๆและโค้ชออกจากถ้ำใน วันดีเดย์-วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางการลุ้นและเอาใจช่วยของคนทั้งประเทศและทั้งโลกก็ว่าได้

ขณะที่ภัยน้ำป่าน้ำหลากท่วมถ้ำ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ด้วยเหตุการณ์ 13 ชีวิตที่ถ้ำหลวงนั้น

ส่งผลให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้องมีคำสั่งปิดถ้ำ ท่องเที่ยวทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ข่าวว่า สั่งปิดถ้ำท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 169 ถ้ำ แบ่งเป็นถ้ำในอุทยาน 103 แห่ง และในวนอุทยาน 66 แห่ง

ด้วยความไม่ปลอดภัยในช่วงฤดูฝน!

ขณะเดียวกันเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มกลางทะเล ที่ภูเก็ต คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวตายหมู่เกือบครึ่งร้อยเมื่อ ไม่กี่วันที่ผ่านมา

เป็นอีกเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำให้ประเทศไทยตกเป็นข่าวควบคู่ไปกับข่าวที่ถ้ำหลวง

ที่สูญเสียไปจำนวนมากนั้น เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ก็เลยยกระดับเป็นข่าวระดับโลกไปอีกข่าว

กรณีเรือล่มเพราะคลื่นลมแรงนี้ เป็นเหตุการณ์ย้ำเตือนถึงภัยการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติในช่วงฤดูฝน

ตอนนี้ตำรวจกำลังสอบสวนว่ามีการละเมิดมาตรการควบคุมไม่ให้นำเรือออกทะเลในหน้ามรสุมนี้หรือไม่ บริษัทท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่

แต่ก็คือการตอกย้ำว่า ปัญหาการท่องเที่ยวในหน้ามรสุม จะประมาทหรือหย่อนยานไม่ได้อีกแล้ว!

2 บทเรียนใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ในถ้ำที่เชียงรายและในทะเลที่ภูเก็ต ส่วนหนึ่งก็คือปัญหาการควบคุมพื้นที่ท่องเที่ยวได้ไม่ดีพอ ไม่ลงในรายละเอียด

ที่หน้าถ้ำหลวง มีป้ายปักเตือนเอาไว้ ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต เนื่องจากมีอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก แต่ระบุว่าระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน

ขณะที่วันเกิดเหตุ น้ำทะลักท่วมถ้ำ ในจังหวะที่ 13 ชีวิตทีมหมู่ป่าเข้าไปเที่ยวพอดีนั้น 

เป็นเย็นของวันที่ 23 มิถุนายน แสดงว่าน้ำมาก่อนป้ายเตือน!

ดังนั้นปีหน้าหรือทุกๆ ปีถัดไป การกำหนดวันห้ามเข้าท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่อาจมีภัยจากฤดูฝน ต้องเข้มงวดและต้องละเอียดกว่านี้

ถ้าฝนฟ้าน้ำป่ามาเร็ว ถ้าท้องทะเลคลื่นรุนแรงเร็วกว่าทุกปี การห้ามการเตือนก็ต้องมาเร็วกว่าด้วยเช่นกัน

โลกแปรเปลี่ยนไป ฤดูกาลก็แปรปรวน หน่วยงานราชการก็ต้องตามให้ทัน

จะมาขึ้นป้ายเตือนตามสูตรเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว!