ชกไม่มีมุม : มีแต่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

“วงค์ ตาวัน”

ในทุกคดี ไม่ว่าใครตกเป็นผู้ต้องหา หรือถูกแจ้งข้อหา ล้วนมีสิทธิ์ในการปฏิเสธ และต่อสู้ข้อกล่าวหานั้น ด้วยข้อเท็จจริง ด้วยพยานหลักฐานที่ตนเองมีอยู่ แต่จะสามารถหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายที่ตั้งข้อหา หรือตั้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่ ลงเอยผลการตัดสิน ผลสรุปคดี จะเป็นคำตอบ

ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯด้านความมั่นคง กำกับดูแลงานตำรวจ

มีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนทั้งประเทศ

นั่นคือโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง มีแต่เสาโด่เด่ เถาวัลย์พันเลื้อย หรือมีแต่ผนังก่ออิฐ เปลือยเปล่า

จนล้อเลียนว่า โครงการสถานีตำรวจแนวบูติก!

ผลก็คือ มีความเดือดร้อนต่อตำรวจที่อยู่ในโครงการนี้ด้วยไม่มีสถานที่ทำงาน ต้องไปอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ หรือในโรงจอดรถ ในห้องน้ำเก่า

เดือดร้อนถึงชาวบ้านที่ต้องมาโรงพักใช้บริการตำรวจ แล้วยังรวมทั้งงบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านด้วย

จนกระทั่งผ่านมาหลายปี มีการแก้ไขในรัฐบาลอื่น การก่อสร้างโรงพักเหล่านี้จึงกลับมาเป็นรูปเป็นร่าง

อีกหลายปีนานโขทีเดียว กว่าจะเป็นคดี กว่าจะมีการตั้งข้อหา

แน่นอนผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิ์ต่อสู้คดี สามารถยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ผุดผ่องได้


คดีลงเอยเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆทุกคนในประเทศนี้ เห็นภาพสถานีตำรวจเกือบ 400 แห่ง ที่ถูกทิ้งร้าง แล้ว มีตำรวจนั่งทำงานตามยถากรรมอยู่ข้างๆสิ่งปลูกสร้างรกร้างนั้น

แต่ไม่มีใครจะแสดงความรับผิดชอบใดๆเลย!?

ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ อีกเช่นกัน มีการสลายม็อบทางการเมือง ซึ่งหลักสากลและหลักที่นำมาปฏิบัติในประเทศเราตั้งแต่ปี 2535 ก็คือ ต้องใช้ตำรวจปราบจลาจล กระสุนยาง แก๊สน้ำตา เท่านั้น

แต่ด้วยข้ออ้างว่ามีผู้ก่อการร้าย ชายชุดดำ จึงใช้อำนาจพิเศษสั่งกำลังทหารเข้ามาปฏิบัติการ

ไม่แก๊สน้ำตากระสุนยางแล้ว กระสุนจริงเลย

ลงเอยตายไป 99 ศพ ไม่มีศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย ตามเหตุที่ยกมาอ้างให้ใช้ทหารและกระสุนจริง

คนตายเป็นเบือกลางเมืองหลวง เป็นภาพที่ประจักษ์ชัดต่อคนทั้งสังคม!

แน่นอนผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิ์ปฏิเสธและต่อสู้คดี

สู้ด้วยปมประเด็นข้อกฎหมายจนพ้นจากศาล และป่านนี้ ไม่มีคดีคนตายร่วมร้อยชีวิตอยู่ในระบบยุติธรรมไทย

โรงพักร้างเกือบ 400 แห่ง คนตายร่วมร้อยเกลื่อน เมืองหลวง

มีแต่ผู้มีอำนาจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องในยุคนั้น!!