นักร้อง-นักขุดคุ้ย และนักจุกจิกหยุมหยิม
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
โดย วงค์ ตาวัน
ในยุคที่ระบบการเมืองอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จ อาจทำให้ภาพรวมดูดีมีความสงบเรียบร้อย แต่ปัญหาใหญ่ของระบบแบบนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายหนในบ้านเรา และที่เป็นไปในทั่วโลกก็คือ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล
ยิ่งฝ่ายมีอำนาจมีความเข้มแข็งเด็ดขาดมากเท่าไร การตรวจสอบทัดทานก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น!!
วันนี้การเมืองไทยอยู่ในช่วงที่กำลังจะผ่านจากยุครัฐประหารไปสู่ยุคประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง
แต่กระบวนการกำลังเกิดปัญหา ทำให้ผลการเลือกตั้งยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แถมมีความพยายามทุกอย่างเพื่อทำให้ฝ่ายที่อยู่ในอำนาจอยู่ต่อไปได้
ในช่วงนี้เอง มีความเคลื่อนไหวตรวจสอบร้องเรียน ผู้ที่เข้าสู่การเลือกตั้ง
มีนักร้อง มีนักขุดคุ้ย ออกมาทำหน้าที่อย่างขมีขมัน!
แต่ที่ประหลาดก็คือ แทนที่จะไปทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายที่มากอำนาจ
กลับมาเน้นตรวจสอบ ฝ่ายที่เข้าสู่การเมืองอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา และแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า เพื่อหยุดกระบวนการสืบทอดอำนาจ
แน่นอนว่า การร้องเรียน ขุดคุ้ยตรวจสอบ ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกฝ่าย
ต่อให้เป็นฝ่ายที่เรียกว่าเป็นนักประชาธิปไตย ก็ไม่ควรทำผิดกฎกติกาใดๆ ต้องมีการตรวจสอบได้
เพียงแต่ น่าตลกตรงที่ ตอนนี้มุ่งตรวจสอบร้องเรียนแต่ฝ่ายเดียวจริงๆ
แถมเป็นฝ่ายที่ไม่มีอำนาจใดๆ ในมือ เสียเปรียบทุกทางอีกด้วย!!
อีกทั้งที่ไปร้องเรียนขุดคุ้ยนั้น ส่วนใหญ่สังคมก็เห็นได้จากข้อมูลที่ทุกฝ่ายเปิดเผยแสดงให้เห็นกัน ชี้แจงโต้ตอบกัน
ก็ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่า มีการกระทำผิดตามข้อร้องเรียนขุดคุ้ยนั้นหรือไม่
แต่เหล่านักร้อง นักขุดคุ้ย ก็จุกจิกหยุมหยิมไปเรื่อย
เหมือนเสียหน้าไม่ได้ หรือเผลอไปร่วมอยู่ในกระบวนการเดียวกับฝ่ายมีอำนาจ เริ่มน่าสงสัย!?!
หลักการสำคัญของสื่อมวลชนที่เรียนรู้สืบทอดกันมา ไปจนถึงหลักของเหล่านักเคลื่อนไหวภาคประชาชน
นอกจากจะต้องทำหน้าที่เข้มแข็งและกล้าหาญแล้ว ยังต้องรู้ด้วยว่า เราอยู่ในสังคมที่ไม่มีความเที่ยงธรรมเพียงพอ
ใครมีอำนาจมาก ย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ ขณะที่ฝ่ายประชาชน นักการเมืองฟากประชาธิปไตย มักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ
สื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวทางสังคม เขาจึงต้องยืนอยู่ข้างฝ่ายที่เสียเปรียบ เป็นปากเสียงให้ประชาชน
ไม่ใช่มุ่งจะเอาเด่นเอาดัง หรือบ้างก็เพื่อกลบเกลื่อนปมส่วนตัว แถมเคียงข้างฝ่ายที่ได้เปรียบทุกทาง อีกด้วย!