ดีเอสไอ-คดีบิลลี่ – กระบวนการยุติธรรมกำลังอยู่ในช่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากคดีบอส กระทิงแดง ซึ่งจำเป็นจะต้องกอบกู้ความน่าเชื่อถือกลับคืนมาโดยเร็ว โดยล่าสุด มีการรื้อฟื้นคดีดังกล่าวนำพยานหลักฐานใหม่เข้ามา เพื่อเดินหน้าสั่งฟ้องใหม่ ทั้งเรื่องขับรถชนคนตายและเพิ่มข้อหาโคเคนเข้าไปอีกข้อ
น่าสนใจอย่างมาก ในท่ามกลางกระแสนี้
เมื่อคดีนายพอละจีหรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำ กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ซึ่งอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมไปก่อนหน้านี้ มาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง
ล่าสุดดีเอสไอหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการแล้ว
ดีเอสไอยืนยันในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดีว่า พยานหลักฐานในคดีนี้ควรสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม
โดยพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีความเห็นแย้งส่งกลับไปยังอัยการสูงสุดแล้ว!
ยืนยันไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ
เดิมทีดีเอสไอ ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่เคยเป็นหัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน พร้อมลูกน้องอีก 3 ราย ตั้งข้อหาร่วมกันฆ่านายบิลลี่
แต่การพิจารณาของอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่ เพียงพอ
เนื่องจากผู้ต้องหาได้อ้างว่า มีการจับกุมนายบิลลี่ในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ว่ากล่าว ตักเตือนและปล่อยตัวแล้ว
ส่วนการพบถังน้ำมันและชิ้นส่วนกระดูกและผลการ ตรวจดีเอ็นเอนั้น อัยการเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกของนายพอละจี จึงฟังไม่ได้ว่าถึงแก่ความตายแล้ว
นำมาสู่ความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
ขณะที่ดีเอสไอยืนยันว่า การตรวจดีเอ็นเอ แบบไมโทคอนเดรีย บ่งชี้ว่ากระดูกที่พบมีสารพันธุกรรมตรงกับแม่ของบิลลี่!
ขณะที่ลูกคนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่ปกติ มีเพียงบิลลี่ คนเดียวที่หายตัวไป จึงบ่งชี้ได้ว่าถูกฆ่าแล้วเผาอำพรางในถังน้ำมัน
เมื่อโยงกับพยานหลักฐานอื่น เช่น แค่ข้อหาน้ำผึ้งป่า เหตุใดหัวหน้าอุทยานจะต้องมาคุมตัวบิลลี่ไปเอง
อีกทั้งที่ตักเตือนและปล่อยตัวแล้ว จนป่านนี้ 5-6 ปีแล้ว ทำไมบิลลี่ยังหายสาบสูญ!?!
รวมๆ แล้วดีเอสไอยังยืนยันว่าควรฟ้องข้อหาฆ่า
จากนี้ทั้งสังคมคงต้องจับตามองไปยังอัยการสูงสุดว่าจะมีความเห็นเช่นใด
จะเห็นพ้องให้สั่งฟ้องใหม่หรือไม่!?
แต่แน่นอนคงไม่ได้บีบคั้นกันว่าต้องฟ้องอย่างเดียว แต่หากยืนยันไม่ฟ้องดังเดิมก็ต้องอธิบายให้เข้าใจกระจ่าง
นี่เป็นอีกคดีที่ผูกพันกับคำว่ายุติธรรม!