คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
ในบรรยากาศการถกเถียงในห้องประชุมรัฐสภา ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาเฉพาะประเด็น 250 ส.ว.มีส่วนโหวตนายกฯ กลายเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจเหนือเสียงของประชาชนหลายล้านที่ไปเลือกตั้ง หรือที่มาของนายกรัฐมนตรี ทำไมจึงไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำไมจึงไม่กำหนดให้มาจากส.ส. ดังเช่นที่ต่อสู้เสียชีวิตเลือดเนื้อกันมาเมื่อปี 2535
เราจะพบว่า กลุ่มส.ว.หรือส.ส.รัฐบาล ที่เอนเอียงไปทางฝ่ายอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย พยายามอธิบายปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้และประเด็นนายกฯ อย่างเต็มที่
ด้วยการอ้างว่า เพราะสถานการณ์บ้านเมืองเรามีการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องกำหนดรัฐธรรมนูญตามแต่ละสถานการณ์
พวกนี้ก็อภิปรายแบบเห็นด้วยเต็มที่กับการต่อสู้เมื่อปี 2535 จนทำให้รัฐธรรมนูญต้องกำหนดว่า นายกฯ ต้องมาจากส.ส.
แล้วก็พูดจาวกวนพลิกกลับว่า มาวันนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว
อ้างว่า วันนี้มีปัญหาอีกแบบแล้ว จึงจำเป็นต้องเปิดกว้างตำแหน่งนายกฯ!?
หรือเหตุที่ 250 ส.ว.ต้องมีส่วนกำหนดนายกฯ คนกลุ่มนี้ก็อ้างว่า เพราะเราต้องไม่ให้เกิดบทเรียนอย่างในอดีต คือ พรรคที่มีเสียงข้างมากควบคุมได้ทุกอย่าง
แล้วพวกนี้ก็มีข้อสรุปว่า ไม่ต้องการให้เกิดเผด็จการรัฐสภา
ซึ่งก็ไม่รู้ว่า พรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก มาจากการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ เอาตรรกะอะไรมาอธิบายว่า นี่คือเผด็จการรัฐสภา
ประชาธิปไตยล้วนๆ จะเป็นเผด็จการไปได้อย่างไร!?
ข้อสำคัญ ข้ออ้างที่ว่า ในปี 2535 เรามีปัญหาแบบหนึ่ง ก็จำเป็นต้องกำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากส.ส. แต่ในปีนี้เรามีสถานการณ์อีกแบบ จึงจำเป็นต้องเปิดกว้างตำแหน่งนายกฯ และจำเป็นต้องให้ส.ว.มีส่วนกำหนด
คำอธิบายแบบนี้ สรุปได้เลยว่า เป็นแนวคิดแบบเลื่อนลอยไปเรื่อย ไม่มีหลักการอะไรใดๆ เลย!!
หลักประชาธิปไตยนั้น เข้าใจได้ไม่ยากคืออะไร
ถ้าอยู่บนหลักประชาธิปไตยก็ต้องยืนยันว่า นายกฯ ต้องเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง
เพราะประชาธิปไตยคือ เสียงประชาชนส่วนใหญ่คือผู้ตัดสิน!
แต่ถ้าเปิดกว้างที่มาของนายกฯ แค่ใส่ชื่อในบัญชี แคนดิเดตของพรรคการเมืองก็ได้ และให้ส.ว.มาร่วมกำหนด แบบนี้ชัดเจนว่า
ไม่ใช้เสียงประชาชนเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
การเขียนรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยอ้างว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้น
แปลว่า ไม่ยึดหลักการ เป็นไม้หลักปักขี้เลน
ประเทศเราเป็นเช่นนี้มาตลอด คือไร้หลักการ
การเมืองถึงได้วนเวียนและล้าหลัง ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และปากท้องประชาชนก็หิวโหย!
วงค์ ตาวัน