ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลการสำรวจข้อมูลและประเมินบรรยากาศวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ในปีนี้ว่า จะคึกคักน้อยลงไปกว่าปีที่แล้ว

ประเมินการใช้จ่ายในปีนี้เพียงแค่ 2 พันล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 2.5 พันล้านบาท ลดลง 19.20%

เป็นมูลค่าต่ำสุดในรอบ 15 ปีเท่าที่มีการสำรวจมา

ฟังแล้วต้องบอกว่า จะเป็นวาเลนไทน์ที่มีสภาพ “หวานน้อย” มากที่สุดก็ว่าได้!

เพราะผู้คน รวมทั้งคนหนุ่มสาว ล้วนตกอยู่ในห้วงของความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

แถมที่เพิ่งเรียนจบ ก็พากันตกงาน หางานทำไม่ได้ หรือจำนวนไม่น้อยที่ทำงานอยู่แล้วแต่กิจการไปไม่ไหวไปไม่รอด ต้องตกงานกันอีกมากมาย!

ดูแล้ว ก็คงเป็นดังที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าแถลงออกมา นั่นคือ คึกคักน้อยลง และมูลค่าการจับจ่ายจะต่ำสุดในรอบ 15 ปี

ผลการสำรวจดังกล่าวระบุว่า ที่คึกคักน้อยลง เพราะประเด็นเศรษฐกิจแย่ สินค้าราคาแพง

กังวลเรื่องความปลอดภัยและการตกงาน

ส่วนใหญ่บอกว่า คงฉลองกับคนรักแบบประหยัดๆ ในที่พักในบ้านแทน

จึงมีตัวเลขเฉลี่ยการใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณพันบาทต่อคน

จึงต้องบอกว่า เป็นวาเลนไทน์ที่คงจะหวานน้อยจริงๆ!!

ขณะที่สถานการณ์โรคระบาดโควิดยังคงไม่ลดระดับ ก็คงเป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนทำให้บรรยากาศวันแห่งความรักจืดชืดลงไป

ต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้น การออกนอกบ้านลดลงไป และโควิดยังทำให้ต้องระวังการใช้จ่ายไปพร้อมกันด้วย

ยิ่งฟังคำเตือนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบุว่า วาเลนไทน์ปีก่อน แค่เน้นเรื่องเว้นระยะห่างและใส่หน้ากากตลอดเวลาระหว่างใกล้ชิดกัน

ปีนี้ขอเพิ่มการตรวจเอทีเคเข้ามาในกิจกรรมวาเลนไทน์!

โดยเรียกร้องคู่รักหนุ่มสาว ควรมีการตรวจเอทีเคยืนยันผล ก่อนจะหันหน้าเข้าหากันอีกด้วย

เท่ากับต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกประการ คงยิ่งทำให้หนุ่มสาวยุคนี้ยากลำบากกันมากขึ้น

จะสวีตหวานกัน ก็ต้องไปซื้อชุดตรวจเอทีเคมาก่อนอีก อะไรทำนองนั้น

เป็นเรื่องน่าเห็นใจชีวิตคนไทยในทุกวัยทุกระดับ

มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากไปทั่วทุกหย่อมหญ้า!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน