ในทางการเมืองเราได้ยินกันบ่อยๆ สำหรับคำว่าเผด็จการรัฐสภา ซึ่งอันที่จริงฟังแล้วให้รู้สึกขัดหูเป็นอันมาก ถ้าพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชน ชนะการเลือกตั้งท่วมท้น เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา
จะไปกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาได้อย่างไร เพราะมาจากการเลือกตั้ง มาจากการตัดสินใจของประชาชน
ไปกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ทั้งที่มาจากประชาธิปไตยแท้ๆ และที่สำคัญหมิ่นแคลนอำนาจประชาชนมากๆ ด้วย
มาเมื่อต้นเดือนก่อน ที่มีการพลิกสูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากหาร 100 เป็นหาร 500 ที่รู้กันดีว่า มาจากการกดปุ่มสั่งโดยคนคนเดียว ก็ซ้ายหันขวาหันกันกว่าครึ่งรัฐสภา
หมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปรายในวันนั้นว่า สมัยก่อนกล่าวหากันว่าเผด็จการรัฐสภา
แต่วันนี้เป็นสภาเผด็จการ สภาที่ถูกครอบงำและสั่งการโดยเผด็จการ!!
ฟังแล้วเป็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน
กล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ทั้งที่เขาชนะเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย โดยการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่
แต่สภาที่ถูกเผด็จการกดปุ่มสั่งได้ สั่งซ้ายหันขวาหันโดยผู้มีอำนาจเพียงคนเดียว นี่แหละเผด็จการสั่งสภาอย่างโจ่งแจ้ง!
กรณีเสียงส่วนใหญ่ในสภาที่ชนะเลือกตั้ง จากมือของประชาชน สามารถภาคภูมิใจได้
แต่สภาที่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียงคนเดียว สั่งได้ให้พลิกมติ จากหาร 100 เป็นหาร 500 ก็รีบทำกันตามสั่ง อันนี้น่าอัปยศอดสูยิ่ง!
จุดสำคัญที่ทำให้คำว่าเผด็จการรัฐสภา และสภาที่เผด็จการสั่งได้ กลับมาเป็นประเด็น
เพราะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แก้กติกาเลือกตั้ง ให้พ้นจากปัญหาความเละเทะวุ่นวาย ที่ปรากฏชัดจากการเลือกตั้ง 2562
ทุกอย่างกำลังเดินไปดี แต่จู่ๆ ก็มาพลิกตลบ เพราะคนมีอำนาจหวาดผวาว่า พรรคเพื่อไทยและฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะเลือกตั้ง!?!
หมอระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคจิ๋ว อดีตแกนนำกปปส. ที่รู้กันดีว่า ก่อม็อบเพื่อเป้าหมายอะไร เพื่อให้ผู้นำกองทัพมาเป็นนายกฯ นั่นเอง เป็นหัวหอกในการดิ้นรนพลิกสูตรปาร์ตี้ลิสต์เป็นหาร 500
พูดชัดเจนแบบคนทื่อๆ ว่า เพื่อสกัดแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย
แล้วก็พูดคำเดิมๆ ว่า ถ้าหาร 100 เพื่อไทยจะได้เปรียบ จะทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา
ตลกจริงๆ เกลียดเผด็จการรัฐสภา แต่ปรารถนาให้เผด็จการสั่งสภาได้!!
แต่ก็ชัดเจนว่า คนที่ชอบใช้คำว่าเผด็จการรัฐสภา คือ ไม่เข้าใจหรือไม่ศรัทธาในระบบเลือกตั้ง ไม่เคยเห็นว่าการตัดสินใจของประชาชนเป็นเรื่องต้องเคารพรับฟัง
ตอนนี้ก็ไปกันใหญ่ ไม่แค่หาร 500 จะย้อนกลับไปหาบัตรใบเดียวอีก
ก็เลยกลายเป็นตัวตลกกันไปหมด ทั้งคนที่ดิ้นรนพลิกกติกาไปจนถึงคนกดปุ่มสั่งการ ที่อำกันทั้งเมืองว่า คิดสั้นคิดช้า ชักเข้าชักออกอยู่นั่นแหละ!
วงค์ ตาวัน