ในจำนวนอาหารของคนยากคนจนคนเบี้ยน้อยหอยน้อยนั้น ถ้าพูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ต้องนับว่าใช่แน่นอน เพราะราคาไม่สูงมาก แค่ชงน้ำร้อนรอ 3 นาทีก็กินได้ทันที แถมถ้าหาเก็บยอดผักริมรั้วใส่เข้าไปหน่อย ก็ทำให้ดูครบหมู่มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลอดช่วงปีสองปีมานี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจทรุดหนัก ปรากฏข่าวผู้ผลิตบะหมี่ซองเจ้าดังๆ ยื่นขอปรับราคาใหม่ เพราะไม่อาจแบกต้นทุนต่อไปได้
คนรายได้น้อยทั้งหลาย นั่งฟังข่าวเหล่านี้อย่างหวาดเสียว
อาหารคนยากคนจนจะแพงขึ้นไปอีกหรือ แล้วจะมีปัญญาซื้อไหวหรือไม่!?
รัฐบาลเองก็รู้ดี ถ้าขนาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังต้องขึ้นราคา คงโดนประชาชนก่นด่าทั้งเมือง ก็เลยเบรกมาตลอด ไม่ยอมให้ปรับราคา
แต่มาล่าสุด 5 บริษัทผู้ผลิตบะหมี่ซองยี่ห้อดังๆ ทนไม่ไหวแล้ว ประกาศจับมือกันเพื่อยื่นขอให้พิจารณาปรับจากซองละ 6 บาท เป็น 8 บาท!
ถึงขนาดออกมานั่งแถลงข่าวพร้อมกัน ลงนามในหนังสือร่วมกันเพื่อยื่นขอรัฐบาลให้ยอมพิจารณาปรับราคาเสียที
มากันครบทั้ง “มาม่า” “ไวไว” “ยำยำ” “ซื่อสัตย์” “นิชชิน”
โดยบอกว่า รู้ดีว่าเป็นอาหารพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน ทำให้รัฐบาลไม่ยอมให้ปรับราคา แต่ในด้านต้นทุนการผลิตก็ขึ้นไปเรื่อยมาตลอด
ทั้งนี้ต้นทุนวัตถุดิบหลักจากราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นมาตลอด 2-3 ปี แป้งสาลีก็ขึ้น มาเจอน้ำมันขึ้น แถมด้วยค่าแรงกำลังจะขึ้น ก็คงอยู่ไม่ไหว
ฟังอย่างนี้ก็พอเห็นภาพว่า รัฐบาลแก้ปัญหาง่ายเกินไป แค่สั่งเบรกไม่ให้เอกชนขึ้นราคา แต่ไม่ดูแลแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบของเขาเลย!
ตัวแทน 5 บริษัทบะหมี่สำเร็จรูปดังยังบอกด้วยว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่ยอมให้ขึ้นราคาอีก ก็คงต้องหาทางออกอื่น
เช่น ลดการผลิตขายในประเทศ เน้นส่งออกต่างประเทศ เพราะได้ราคาดีกว่ามาก
ถ้าลงเอยต้องหันไปใช้ทางออกแบบนี้ คราวนี้บะหมี่ซองจะกลายเป็นของหายาก กระทบต่อชาวบ้านอีก
หากกลายเป็นของหาซื้อยาก แล้วทีนี้จะหาอะไรกินในราคาแค่ไม่เกิน 10 บาทเช่นนี้!
อย่างที่รู้กันว่า บะหมี่ซองคือที่พึ่งของประชาชนคน เดินดิน ถ้าต้องขึ้นราคา หรือถ้าต้องลดการผลิตในประเทศทำให้หดหายไปจากตลาด
คงร้องจ๊ากกันทั่ว
ถึงบอกกันว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ
ชี้วัดปัญหาปากท้องประชาชนได้เป็นอย่างดี
เมื่อบะหมี่ซองจะเป็น 8 บาท อาจจะถือเป็นดัชนีชี้ฝีมือนายกฯ 8 ปีนั่นเอง
ช่างตรงกับช่วงที่กำลังจะชี้อายุนายกฯ ครบ 8 ปี!
วงค์ตะวัน