บรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาตอบโต้ กลุ่มที่เคลื่อนไหววิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล ในการประชุมเอเปคที่เพิ่งจบสิ้นไป ทำนองว่า เป็นพวกไม่รักชาติ แทนที่จะสนับสนุนงานใหญ่ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ เพื่อประโยชน์ของชาติ เพื่อโชว์ชื่อเสียงและหน้าตาของประเทศ
นั่นก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จ ในการนำเอาพล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาล มาสวมเข้ากับความเป็นประเทศความเป็นชาติ
ทั้งที่ชาตินั้นต้องหมายถึงประชาชน
การประชุมเอเปคควรต้องตอบสนองประชาชน ไม่ใช่เพื่อการได้หน้าได้ตาของพล.อ.ประยุทธ์
อีกทั้งควรอ่านเนื้อหาสาระของฝ่ายที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านรัฐบาลในงานเอเปคครั้งนี้ ว่าเขามีเหตุผลอะไร
เอาแค่เหตุผลพื้นฐานที่สุด สิ่งที่รัฐบาลนำมาชูในการประชุมครั้งนี้คือ เศรษฐกิจแบบบีซีจี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ กระทบกับชาวบ้านจำนวนมาก แต่ประชาชนไม่เคยได้มีส่วนร่วม!!
เศรษฐกิจแบบบีซีจี คือ การพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจสีเขียว
ถ้อยคำดูดี มองไกลไปถึงอนาคต ดูแลรักษ์โลก
แต่ฝ่ายที่คัดค้านมองว่า รัฐบาลไม่เคยให้เกษตรกรรายย่อย ชาวบ้านยากจน ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้รับรู้ ได้มีส่วนร่วม
ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ได้รับรู้ได้มีส่วนร่วม
ในทางปฏิบัติเกษตรกรรายย่อยหลายล้านคน ถูกขับไล่ออกจากที่ทำกิน โดยอ้างว่าอยู่ในเขตที่ของรัฐ เพื่อนำเอาพื้นที่ต่างๆ มาตอบสนองการพัฒนาของเศรษฐกิจแบบบีซีจี!
โดยที่ดินจำนวนมาก จะนำไปใช้เพื่อการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนและทำเครดิตคาร์บอนไปขาย
ทั้งที่ต้นตอใหญ่ของปัญหาวิกฤตด้านอากาศนั้น มาจากอุตสาหกรรมของทุนใหญ่ แต่รัฐบาลไม่เคยแก้ให้ตรงจุด
กลับมาแย่งชิงที่ดินของเกษตรกรตามชนบทไปใช้รองรับเศรษฐกิจสีเขียวแทน
นอกจากนี้ ยังมีการวิจารณ์ถึงนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ ที่จะกระทบต่อพันธุกรรมอาหารท้องถิ่น
นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน ซึ่งชุมชนต่างๆ จะต้องรับปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดนี้การมีส่วนร่วมของชาวบ้านจึงสำคัญสุด แต่ถูกมองข้ามไป!!
แล้วจู่ๆ ก็กลายเป็นหัวข้อหลักที่รัฐบาลนำไปผลักดันในที่ประชุมเอเปค
ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พอเขารวมตัวประท้วง ก็โดนปิดกั้น ลงเอยเป็นการสลายม็อบ
กลายเป็นเรื่องดังไปทั่วโลกอีก ถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพของประเทศเจ้าภาพเอเปค
ทำให้โลกยิ่งเข้าใจถึงที่มาและเนื้อแท้ของรัฐบาล ตั้งแต่การรัฐประหาร ยันการใช้ 250 ส.ว.โหวตให้!
วงค์ ตาวัน