มีข่าวว่า ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในไทย เมื่อ 18-19 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น งานสืบสวนหาข่าวของตำรวจพบการเคลื่อนไหวจากคนในพื้นที่ไฟใต้ มีการวางมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น ดังที่เกิดข่าวควบคุมตัวนักศึกษาในภาคใต้ หรือตรวจค้นในย่านมหาวิทยาลัยแถวหัวหมาก
ลงเอยการประชุมเอเปคในกรุงเทพฯ ก็ผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีเสียงระเบิดตูมตาม
แต่ไม่กี่วันต่อมา เกิดคาร์บอมบ์รุนแรงที่แฟลตตำรวจกลางเมืองนราธิวาส
การสืบสวนแกะรอยผู้ก่อวินาศกรรมล่าสุด รู้กลุ่ม รู้ตัวตนแล้ว
เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ มุ่งตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ จากปฏิบัติการหลายๆ เหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมา
รวมทั้งอาจเป็นการส่วนหนึ่งที่ตระเตรียมจะก่อเหตุช่วงเอเปคด้วยนั่นเอง!
พูดถึงในช่วงประชุมเอเปค ที่รัฐบาลนำเอาปลากุเลาเค็มตากใบ นราธิวาส
อาหารภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอวดผู้นำระดับโลก เป็นเมนูเด็ดเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ
เป็นความพยายามที่ดี ใช้อาหารจากท้องถิ่นของเรา และช่วยเปิดตลาดปลากุเลาตากใบ ให้ไปไกลทั่วโลก!
แต่อีกด้านหนึ่ง พอพูดถึงตากใบ ก็ต้องนึกถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่
ตากใบเคยเกิดเหตุโศกนาฏกรรมตายหมู่ และสถานการณ์ไฟใต้ก็ยังรุนแรงไม่ลดระดับ
เป็นเรื่องสะท้อนผลงานรัฐบาลต่อสถานการณ์ชายแดนใต้ ว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น
ดังนั้นการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชาวตากใบ จากเมนูปลากุเลา ก็เหมือนจะดี
แต่จะดีกว่านั้นคือ นำความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับคนในตากใบและใน 3-4 จังหวัดชายแดนใต้ จะดีอย่างยั่งยืนจริงๆ!
อีกทั้งชัดเจนอยู่แล้วว่า การทุ่มกำลังทหารตำรวจเข้าปราบปราม ทุ่มเทงบประมาณความมั่นคงอย่างมหาศาล
ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
การพูดคุยเจรจาสันติสุข เป็นแนวทางที่พิสูจน์มาแล้วว่า ถูกต้องกว่า
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศมา 8 ปี บอกว่าการเจรจายังมีอยู่ แต่เป็นไปแบบลับๆ
แล้วการที่ฝ่ายก่อความไม่สงบยกระดับเป็นคาร์บอมบ์เช่นนี้
คาร์บอมบ์ที่เงียบหายไปนานกลับมาอีกเช่นนี้
ต้องถามว่ามีเจรจาอยู่จริงหรือ ใช้การเมืองนำการทหารจริงหรือ!?
วงค์ ตาวัน