พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหว ยื่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี และตัดอำนาจส.ว.ในการโหวตแต่งตั้งนายกฯ

เป็นความเคลื่อนไหว ในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งใหญ่ เหมือนเป็นการปลุกกระแสให้ประชาชนตระหนักว่า การที่ 250 ส.ว. ยังคงมีส่วนร่วมลงมติแต่งตั้งนายกฯ อยู่อีกนั้น

คือ อุปสรรคของประชาธิปไตย ทำให้เสียงของประชาชนที่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้ง ยังจะมีโอกาสโดนอำนาจของ 250 ส.ว. มาแทรกแซง และบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน

ดังเช่น บทเรียนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แม้เพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง ได้ส.ส.เป็นอันดับ 1

แต่ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ มีพรรคส.ว.อีก 250 เสียงอยู่ในมือ เป็นจุดได้เปรียบที่ทำให้พรรคการเมืองอีกส่วนแห่เข้าไปร่วมหนุน

จนทำให้ 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของนายกฯ อดีตนายทหาร เราจึงต้องลำบากลำบนด้านปากท้องกันถ้วนหน้า!

การยื่นแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอนของสภาส่วนหนึ่ง

แต่อีกส่วน จะเป็นการสอดรับกับบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วประเทศ ที่กำลังจะมาถึง

ประชาชนจะต้องเรียนรู้บทเรียนของการเมืองในยุคคณะนายทหารเป็นผู้นำ ว่าอยากจะเดินซ้ำอีกหรือไม่!?

เพราะยังไง อำนาจ 250 ส.ว.โหวตนายกฯ ยังคงอยู่ในการเลือกตั้งหนนี้

ผลการเลือกตั้ง ยังมีโอกาสถูกบิดเบือน ด้วยเสียงของฝ่ายที่มาจากการแต่งตั้ง!!

แม้ว่า อำนาจของ 3 ป.จะไม่เหนียวแน่นดังเดิม เสียงของส.ว.อาจจะแตกเป็น 2 ขั้วได้

แต่ตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้มีกลไกที่เอารัดเอาเปรียบ คงประมาทกันไม่ได้

ถ้ายังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็ต้องมาแก้กันในวันเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน!!

จะต้องไปเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ให้ชนะเด็ดขาดอย่างมากที่สุด

เลือกแบบถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์

เพื่อปิดสวิตช์ 250 ส.ว.

ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อไม่ให้เสียงของประชาชนในคูหา ถูกกดทับด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

การปลุกกระแสอำนาจส.ว.ในการชี้นายกฯ และชี้รัฐบาล

เป็นการย้ำเตือนบทเรียนอันน่าเจ็บช้ำ

เสมือนการปลุกพลังประชาธิปไตยในวันเลือกตั้งนั่นเอง!!

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน