หนึ่งในหัวข้อสนทนาการเมืองของคนไทยวันนี้ คือคดีหุ้นสื่อไอทีวี ที่งัดขึ้นมาเล่นงานนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ของก้าวไกล หมายเด็ดปีกให้ร่วงละลิ่วปลิวหายไปจากถนนสายไปสู่ทำเนียบรัฐบาล

โดยเฉพาะการพลิกเกมต่อสู้ของฝ่ายพิธาเอง ไม่ยอมให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

ด้วยการโอนหุ้นเจ้าปัญหาออกไปแล้ว พร้อมคำอธิบายว่า การโอนไม่ใช่เพื่อหนีผิด แต่เพื่อป้องกันตนเอง จากกระบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวีให้กลับมาเป็นสื่อทีวีอีกครั้ง เพื่อจะนำมาใช้สกัดกั้นไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้

โดยพิธายืนยันว่า เข้ามามีชื่อถือหุ้นไอทีวี ตามคำสั่งศาลที่ให้เป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ

ทั้งเห็นว่าไอทีวีสิ้นสุดความเป็นสื่อไปแล้ว ตั้งแต่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้บอกเลิกสัญญา ทำให้ไอทีวีไม่สามารถออกอากาศได้ตั้งแต่นั้นมา

ยืนยันว่าที่ผ่านมาถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อมีกระบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี เพื่อให้กลับมาเป็นสื่อทีวี จึงต้องโอนหุ้นเพื่อป้องกันแผนสกัดไม่ให้เป็นนายกฯ!

นำมาสู่ข้อถกเถียงกันว่า กระบวนการปลุกผีไอทีวี มีจริงหรือไม่

คำอธิบายของนายพิธาคือ ได้พบข้อพิรุธหลายอย่างเช่น มีการแก้ข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน จากที่ระบุประเภทธุรกิจว่ากิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก มาเป็นธุรกิจสื่อโทรทัศน์

ทั้งมีการ“ชง”ในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อเมษายน 2566 โดยมีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า บริษัทไอทีวีมีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่!?

ขณะเดียวกัน ในแวดวงชาวไอทีวีเก่า ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า จากข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างไอทีวีกับสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ

เป็นที่จับตาว่า ถ้าหากไอทีวีชนะก็จะทำให้กลับมาเป็นสื่อทีวีได้ใหม่ โดยอาจเผยแพร่ทางออนไลน์

มุมมองนายพิธาที่เห็นว่ามีกระบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี เป็นเรื่องที่ประชาชนคนฟังจะนำไปพิจารณาว่า มีน้ำหนักหรือไม่

แต่เอาเข้าจริงๆ ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ชัดเจนว่า ไอทีวีไม่ได้มีความเป็นสื่อมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว

คดีนี้จึงเข้าข่ายขัดสายตาคนดูครั้งใหญ่อีกครั้ง!

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจโอนหุ้นเจ้าปัญหาดังกล่าว

ที่นายพิธาย้ำว่า ไม่ใช่เพื่อหนีคดี แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดในอนาคต จากการทำให้ไอทีวีฟื้นคืนชีพ เพื่อให้กลายเป็นหุ้นสื่อเพื่อใช้เล่นงานกัน

จึงเป็นคำอธิบายที่ทำให้เหล่าด้อมส้มมั่นใจว่า ต้องต่อสู้ป้องกันตนเอง เพื่อเป้าหมายการเป็นนายกฯให้ได้

ขณะที่กำลังมีกระบวนการปลุกผีฟื้นวิญญาณ อีกประการกรณีโหวตนายกฯจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

จึงเหมือนกับนั่งดูหนังแนวสยอง

“ผีหลอกวิญญาณหลอน”ฉายควบ“สิงหาสับ”ทำนองนั้น!

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน