เพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตนายกรัฐมนตรีในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ จึงเริ่มเกิดความหวั่นไหวในหมู่ประชาชนวงกว้างและนักธุรกิจการค้า ว่าจะเกิดม็อบเกิดการลงถนน จนสถานการณ์บานปลาย
ด้วยผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม สะท้อนว่าประชาชนมีความหวังกับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และอยากได้การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างจริงจัง
ดังนั้นจึงเกิดความห่วงใยอย่างมากว่า กระแสของประชาชนจะเป็นเช่นไร หากสุดท้ายรัฐบาลไม่เป็นไปดังที่ประชาชนคาดหวัง!?
วันนี้จึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วว่า ถ้าการเมืองพลิกผันในสภา สงสัยจะมีม็อบลงถนน สงสัยจะเกิดอะไรนั่นนี่ตามมา
ถึงขั้นตำรวจนครบาล ต้องเตรียมฝึกฝนหน่วยควบคุมฝูงชนกันยกใหญ่
ไปจนถึงต้องเตรียมห้องขังเอาไว้ 3 โรงพัก เผื่อจะต้องกวาดจับการชุมนุมประท้วงที่อาจจะรุนแรงลุกลามได้!!
บรรยากาศที่ชาวบ้านเริ่มผวาว่า บ้านเมืองจะวุ่นวายอีก เพราะการเมืองไม่เป็นไปตามครรลอง ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง
เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ กระทบการลงทุน กระทบการท่องเที่ยว
ไหนจะมาเดินในสนามบินแล้วจะบาดเจ็บขาขาดไหม ไหนจะเดินบนท้องถนนแล้วมีม็อบไหม!?
นี่คือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเราในวันนี้
เพราะไม่มีใครรู้ว่าผลการโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี จะออกมาเช่นไร!
จากห้องประชุมรัฐสภา ผลออกมาแล้วจะคลี่คลายบรรยากาศประเทศชาติได้
หรือจะกลายเป็นตึงเครียด บานปลายกลายเป็นการลงถนนหรือไม่
แต่อันที่จริง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันช่วยกันคนละไม้คนละมือ ย่อมสามารถลดอุณหภูมิอันร้อนแรงให้เย็นลงได้
ถือเสียว่าการเมืองคือการต่อรองและการแบ่งปันผลประโยชน์ ดังนั้นต้องพร้อมจะต่อรองและแบ่งปันกัน!!
ถ้าไม่มีใครยอมใคร ก็คงนำไปสู่จุดแตกร้าวรุนแรง
ผู้คนจะต้องลงมาเดินบนท้องถนนหรือไม่ และจะถูกหน่วยควบคุมฝูงชนถล่มแก๊สน้ำตา และจับกุมคุมขัง ส่งโรงพักที่เตรียมเอาไว้แล้วหรือไม่
ลงเอยน่าห่วงว่า จะนำมาสู่การสูญเสียกันอีกครั้ง
แต่เวลายังพอมีอยู่ ยังมีช่วงที่พอจะช่วยกันขบคิดหาทางออกได้
เราไม่ควรมีการชุมนุมประท้วงจลาจล ลงเอยปราบปราม ไปจนถึงขั้นอ้างสถานการณ์ร้ายแรงจำเป็นต้องล้มกระดาน อะไรเหล่านี้
แน่นอนว่า โลกมีแต่ต้องหมุนไปข้างหน้า สังคมไทยเราเองต้องรุดไปข้างหน้า ถ้าเคารพเสียงประชาชน ก็ช่วยไม่ให้เขาต้องมาลงถนนนั่นเอง!
วงค์ ตาวัน