สถานการณ์การเมืองไทย ในช่วงที่กำลังจะโหวตแต่งตั้งนายกฯ รอบที่ 2 ในวันสองวันนี้แล้ว แต่กลายเป็นว่าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ยังไม่อาจสรุปได้ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ทั้งที่การเลือกตั้งผ่านมาแล้ว 2 เดือน
หลังเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ของก้าวไกล ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 มีความชอบธรรมเต็มเปี่ยม แต่ ส.ว.ตั้งแง่ไม่เอาด้วย
จึงทำให้การโหวตหนแรกเมื่อ 13 กรกฎาคม เสียงเห็นชอบยังไม่เพียงพอ
การโหวตหนที่สองในวันที่ 19 กรกฎาคม พรรคก้าวไกลยังจะเสนอชื่อพิธาอีกครั้ง
แต่เริ่มมีคำถามจากพรรคเพื่อไทยว่า หนนี้จะมีเสียงจากไหนมาเพิ่มเติมได้ และห่วงว่าจะเสียเชิงฝ่ายตรงข้าม ที่มีข่าวจะเสนอชื่อเข้าแข่ง และฝ่าย ส.ว.พร้อมจะโหวตให้อีกด้วย
เท่ากับว่าในขั้ว 8 พรรคฝ่ายเสียงข้างมาก เริ่มมีความสับสนว่าควรเสนอชื่อพิธาอีกหรือไม่!?
อันที่จริง นายพิธาเอง แสดงท่าทีอ่อนลง แถลงยอมถอย ยอมเปิดทางให้เพื่อไทยขึ้นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแทน
โดยขอเวลาสู้ศึกโหวตอีกสักรอบ พร้อมๆ กับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272
แต่เพื่อไทยเริ่มรู้สึกว่า ได้เวลาเปลี่ยนตัวได้แล้ว ควรถึงเวลาเปลี่ยนการเสนอชื่อนายกฯ ได้แล้ว
มองว่าปราการด่าน ส.ว.นั้น ไม่เอานายพิธาแล้วแน่นอน ยังไงก็ไม่สำเร็จ
อย่ามัวเสียเวลาต่อไปอีกเลย ให้เพื่อไทยไปเลยดีกว่า อีกทั้งยิ่งชักช้าจะเข้าทางขั้วตรงข้ามง่ายๆ!!
คงต้องรอดูการตกลงภายในขั้ว 8 พรรคเสียงข้างมาก ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่
จะยืนชื่อพิธา หรือจะเปลี่ยนเป็นชื่อของเพื่อไทย
แถมชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐ เริ่มกล่าวขวัญกันมาก
เพราะกุมเสียง ส.ว.อยู่ในมือ เป็นกอบเป็นกำ!
แม้เป็นพรรค 40 เสียง แต่ก็มีพันธมิตรรัฐบาลเดิมร่วมด้วย ไปจนถึงเสียงจาก ส.ว.
ดีไม่ดีอาจจะแอบฉก ส.ส.ในขั้ว 8 พรรคเอาไว้แล้วอีกต่างหาก ยี่ห้อธรรมนัสดูถนัดนัก
จึงต้องบอกว่า ไปๆ มาๆ สถานการณ์ตั้งนายกรัฐมนตรี เริ่มมีความไม่แน่นอน ใครจะเป็นนายกฯ ชักสับสนกันอีกแล้ว
ทั้งหมดนี้เพราะอิทธิฤทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับคสช.
ทำให้ประชาธิปไตยถูกแทรกแซง ทำให้เสียงของประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งถูกละเมิด
แต่ก็อย่าประมาทเสียงของประชาชน ต้องดูให้ดีว่าเขาจะทนได้แค่ไหน!?!
วงค์ ตาวัน