เป็นที่รู้กันไปทั่วแล้วว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล กำลังโดนกลุ่มผู้มีอำนาจสกัดขัดขวางอย่างโจ่งแจ้งเช่นไร เพื่อไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่งเพื่อไม่ให้เป็นรัฐบาล และอาจลุกลามต่อไปถึงการเชือดนายพิธาด้วยสารพัดคดี แม้แต่การยุบพรรค ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเฝ้าระวังกันอยู่ไม่น้อย

ดังที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ กับคำกล่าวที่ว่า “ชะตากรรมพิธา อาจจะซ้ำรอยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หรือในทางกลับกันมักมีคำปฏิเสธที่ว่า “พิธาไม่มีทางซ้ำรอยธนาธรหรอก”

กรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีพร้อมกรรมการบริหารพรรค

อันเป็นเหตุการณ์ใหญ่เมื่อปี 2563

จากนั้นพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบ จึงกลายมาเป็นพรรคก้าวไกล และมีนายพิธาขึ้นมาเป็นผู้นำพรรค

แต่เหตุการณ์ในขณะนี้ กระบวนการสกัดขัดขวางนายพิธาและก้าวไกล ทำให้น่าห่วงว่าจะซ้ำรอยกับนายธนาธรและอนาคตใหม่หรือไม่!?

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพราะกลุ่มผู้มีอำนาจไม่เรียนรู้บทเรียนเมื่อครั้งจัดการกับนายธนาธรและอนาคตใหม่

ไม่เรียนรู้ว่า ที่เขี่ยนายธนาธรและอนาคตใหม่พ้นไปจากการเมืองไทยนั้น

กลับทำให้พรรคใหม่คือก้าวไกลยิ่งเติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2566 จนได้เป็นพรรคอันดับ 1

ส่งให้นายพิธา แคนดิเดตนายกฯ ของก้าวไกล มีสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

จนทำให้ต้องใช้ทุกวิถีทางจัดการเตะสกัดอย่างโจ่งแจ้ง!!

ผู้มีอำนาจ มักไม่เคยเรียนรู้ว่าวิถีทางจัดการปัญหาเดิมๆ นั้น ต่อมาได้เกิดผลอะไร

กรณีนายธนาธรและอนาคตใหม่ แม้จะถูกแบนถึง 10 ปี แต่ก็สามารถเคลื่อนไหวทางความคิดและทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ

กลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังทางความคิดและเป็นกลุ่มคนที่สังคมต้องเฝ้าฟังมุมมองต่างๆ

ส่วนนายพิธา ถ้ายังจะจัดการแบบเดิมๆ ซ้ำรอยกับที่เคยทำกับนายธนาธร

ก็น่าจะมองเห็นได้ว่า จะเกิดผลตามมาไม่ต่างกัน

แล้วถ้าหากจะจัดการเขี่ยพรรคก้าวไกลให้พ้นทาง กระทั่งไม่ให้เป็นรัฐบาล

ก็ไม่เคยคิดให้ถี่ถ้วนว่า ทำอย่างนั้นจะยิ่งทำให้ก้าวไกลเติบโตขึ้นไปอีก

ไม่ว่าจะคิดยุบพรรค หรือคิดสกัดไม่ให้เป็นรัฐบาล

ยิ่งไปเป็นฝ่ายค้าน จะยิ่งทำหน้าที่ได้อย่างเข้มข้น มีบทบาทในสภาอันดุเดือดแหลมคม

นึกถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ยิ่งไปกว่าหนนี้อีกหรือ!?!

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน