บทเรียนกรณีศึกสงครามในอิสราเอล ที่มีผลกระทบต่อแรงงานไทยซึ่งไปทำงานอยู่มากมายถึง 3 หมื่นคน บ่งบอกว่าประเทศที่เสี่ยงภัย พร้อมจะเกิดการสู้รบกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ ไม่น่าจะคุ้มค่าต่อชีวิต แม้จะหาเงินทองได้ดีเช่นไรก็ตาม
ทั้งเชื่อว่าผลจากศึกสงครามครั้งนี้ น่าจะทำให้แรงงานไทยจำนวนมากตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย คงไม่ไปอีกแล้วสำหรับดินแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง
ดังนั้นรัฐบาลเศรษฐาจะต้องเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ตามแนวทางที่กำลังเดินหน้า ไม่ว่าจะฟื้นการท่องเที่ยว ดึงการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เปิดประตูการค้าขาย
ไปจนถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แจก 1 หมื่นบาทให้คนไทยได้จับจ่ายซื้อข้าวของในพื้นที่ชุมชนของตนเอง ใน 6 เดือน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแบบฉับไว
เหล่านี้ต้องทำให้ได้ผลจริงจังอย่างรวดเร็ว
แรงงานไทยจำนวนมากจากอิสราเอล ที่จะต้องอพยพกลับบ้าน จะได้มีอาชีพการงานรองรับ!
แรงงานไทย 3 หมื่นคนในอิสราเอลนั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวอีสาน เน้นไปทำการเกษตร
จำนวนมากคงเลือกกลับมาอยู่อย่างปลอดภัยในบ้านเรา
ถ้ากลับมาแล้วมีการงานรองรับ สภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เงินทองเริ่มสะพัด ก็คงไม่เลือกข้ามน้ำข้ามทะเลไปประเทศไหนอีกแล้ว
คงไม่แค่แรงงานไทยในอิสราเอลเท่านั้น ยังมีที่ไปทำงานในอีกหลายๆ ประเทศ อาจจะได้โอกาสกลับมาบ้านอยู่ใกล้ชิดครอบครัว
หากธุรกิจการค้าในบ้านเรากลับมาคึกคัก ทุกคนคงอยากกลับมาอยู่บ้านเรามากกว่า!!
อย่างกรณีชาวอีสานกว่า 2 หมื่นคนที่ไปขายแรงงานทำการเกษตรที่อิสราเอล
ถ้าไร่นาท้องทุ่งกลับมาเขียวขจี ด้วยการจัดระบบน้ำ ระบบชลประทานได้ดี
แถมมีพักหนี้เกษตรกร
แบบนี้ก็ไม่ต้องไปทำการเกษตรในดินแดนที่กำลังเกิดศึกสงครามอีกแล้ว ทั้งปมปัญหาความขัดแย้งดูไม่จบลงง่ายๆ ยังยืดเยื้อยาวนานแน่ๆ!
เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาจะต้องทำในกรณีศึกสงครามฮามาส ไม่แค่เร่งอพยพคนไทยกลับบ้าน นำคนเจ็บคนตายกลับมาให้ได้
เร่งเจรจากับปาเลสไตน์เพื่อช่วยตัวประกันชาวไทยให้ปลอดภัย
นอกเหนือจากนั้นต้องมีเศรษฐกิจการค้าการจ้างงานภายในประเทศให้กลับมาคึกคัก เพื่อรองรับแรงงานไทยเหล่านี้ด้วย
ที่นายกฯ เศรษฐาเดินสายทำธุรกิจการค้าไปทั่วโลกเวลานี้
ที่เตรียมจะเปิดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลวอลเล็ต
เหล่านี้ต้องเร่งทำให้เกิดผลให้ได้โดยเร็วและจริงจัง ให้คนไทยได้ทำมาหากินอยู่บ้านเรานี่แหละ!
วงค์ ตาวัน