คนไทยเดินทางไปขายแรงงานอยู่ในหลายประเทศ มากที่สุดคือ ไต้หวัน ถัดมาเป็นอิสราเอล ที่กำลังเกิดศึกสงคราม สร้างความสูญเสียให้กับแรงงานไทยจำนวนมาก ตามด้วย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟินแลนด์ สวีเดน ฮ่องกง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
แน่นอนว่า แรงงานไทยเหล่านี้เป็นคนยากจนในชนบท ต้องดิ้นรนขวนขวายหารายได้หาเงินทอง
โดยเฉพาะผลพวงจากโควิด ทำให้คนยากจน ต้องยอมทิ้งครอบครัว เพื่อไปทำงานในต่างแดน
เพราะโควิดทำให้เศรษฐกิจบ้านเราทรุดหนัก กิจการร้านค้าล้มครืนไปจำนวนมาก
ประเทศเราผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิดมาได้ปีสองปี แต่การฟื้นคืนเศรษฐกิจยังล่าช้า
เมื่อพรรคเพื่อไทยได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาล จึงต้องเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้คนไทย เพราะเป็นจุดแข็ง หวังลบล้างกระแสด้านลบในทางการเมือง!
จังหวะที่เกิดสงครามในอิสราเอล กระทบต่อแรงงานไทยที่อยู่ที่นั่นถึง 3 หมื่นคน
มีล้มตายบาดเจ็บและโดนจับเป็นตัวประกัน
นำมาสู่มุมมองที่ว่า เราไม่ควรต้องให้คนไทยเรา ต้องยอมห่างบ้านห่างครอบครัว ไปขายแรงในต่างแดน
ยิ่งไปทำงานในดินแดนที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง จนเกิดการรบพุ่งรุนแรงขึ้นมา ควรจะนำคนงานไทยเหล่านี้กลับทำมาหากินในบ้านเราเอง
นั่นจึงต้องฟื้นเศรษฐกิจในบ้านเราให้กลับคืนมา ให้ได้ เพื่อให้คนไทยมีงานทำมีรายได้!!
ภาระของรัฐบาลเศรษฐา คือเร่งนำคนไทยกลับบ้านมาให้ได้โดยเร็ว
โดยระหว่างนี้เริ่มทยอยเดินทางกลับแล้ว ซึ่งขึ้นกับเงื่อนไขการอนุญาตของรัฐบาลอิสราเอลว่าจะให้เครื่องบินจากกองทัพอากาศเข้าไปได้เมื่อไหร่ อย่างไร
นำคนไทยกลับมาอยู่ในบ้านเราเอง ที่ไม่มีศึกสงคราม ปลอดภัยกว่าแน่นอน
แต่กลับมาแล้วเขาต้องมีอนาคต ต้องมีอาชีพ การงานรองรับ!
ระยะนี้เห็นข่าวนายกฯ เศรษฐาเดินทางไปหลายๆ ประเทศทั่วอาเซียน ก่อนหน้านี้เพิ่งไปสหรัฐ เร็วๆ นี้กำลังจะไปจีน ทั้งหมดนี้คือการดึงบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุน และเปิดการค้าขายกับไทย
ได้แต่หวังว่าจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะหากคนยากจนในบ้านเราไม่มีอนาคต คงต้องดิ้นรนไปทำงานต่างแดนต้องไปสุ่มเสี่ยง
ไม่แค่ภัยสงคราม แต่ในประเทศอื่นๆ มีการทารุณจากนายจ้าง การใช้งานอย่างหฤโหด มีเป็นข่าวให้ได้เห็นกันบ่อยๆ
การห่างครอบครัว ยังนำมาสู่ปัญหาสังคม เด็กขาดความอบอุ่น ลงเอยเป็นทาสยาเสพติด
ตอนนี้ความหวังของคนยากลำบากในชนบทคือ เศรษฐกิจรายได้ฟื้นโดยเร็ว
รวมทั้งรอคอยเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท!!
วงค์ ตาวัน