เห็นเที่ยวบินนำแรงงานไทยเดินทางหนีภัยสงครามจากอิสราเอลกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน โดยมากันได้หลายเที่ยวบินมากขึ้น บินกลับมาได้แบบทุกๆ วันแล้ว จำนวนคนไทยที่ปลอดพ้นจากศึกสู้รบเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องโล่งอกโล่งใจแทนพ่อแม่พี่น้องและครอบครัว
ที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ตั้งเป้าจะรับแรงงานไทยที่ยื่นเรื่องขอกลับกว่า 7 พันคน โดยต้องนำกลับมาให้หมดภายในสิ้นเดือนนี้
ดูจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น!
เพราะการตัดสินใจที่เร่งรีบฉับไว จึงระดมได้ทั้งเครื่องบินทหารและเครื่องบินพาณิชย์หลายๆ สาย เช่าจากสายการบินต่างประเทศก็มี
จึงช่วยให้ชีวิตแรงงานไทยได้พ้นจากขุมนรกสงคราม ถ้านำกลับมาให้ได้หมดตามเป้าหมายก็จะเป็นเรื่องดีมากๆ
ยิ่งถ้าหากสงครามมีแนวโน้มรุนแรงลุกลาม คงจะต้องขนแรงงานไทยกลับมามากกว่า 7 พันราย โดยจำนวนรวมทั้งหมดถึง 3 หมื่นคน!!
แต่รัฐบาลต้องทำให้ได้ เพราะชีวิตคนไทยไม่ควรเป็นเหยื่อในสงครามที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ถ้าทำได้สำเร็จ คงมีเสียงยกย่องชื่นชม ในการทำงานอันกระตือรือร้นตามสไตล์นายกฯ เศรษฐา
แต่ถ้าผิดพลาดล้มเหลว รัฐบาลก็หนีไม่พ้นโดนวิจารณ์จมธรณี
ไม่แค่เรื่องแรงงานที่ต้องการอพยพกลับ
ยังมีกรณีชีวิตคนไทยที่โดนฮามาสจับไปเป็นตัวประกัน รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางช่วยออกมาให้ได้!
เท่าที่ได้ยินมา นายกฯ เศรษฐา พร้อมด้วยรองนายกฯ ปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่มีมิตรมากมายในหลายๆ ประเทศ
เร่งเจรจาทั้งทางลับและทางเปิด เพื่อคลี่คลายวิกฤตตัวประกันชาวไทยให้ได้
นึกถึงหัวอกของญาติพี่น้องในไทย การถูกจับไปเป็นตัวประกัน จะต้องเฝ้าฟังข่าวอย่างทุกข์ทรมานทุกวันคืนเพียงใด
รัฐบาลเศรษฐา คงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้รอดพ้นจากปลายกระบอกปืนของฮามาส ออกมาอย่างปลอดภัยที่สุด!
แต่แน่นอนว่า เมื่อนำแรงงานกลับมาไทยแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่อยากกลับไปค้าแรงที่นั่นอีก
จึงต้องเร่งสร้างงานในประเทศ เพื่อไม่ให้คนไทยต้องไปหาเงินทองในประเทศที่เสี่ยงสงครามต่อไป
เมื่อเห็นการเดินทางของนายกฯ เศรษฐาไปหลายๆ ชาติ ซึ่งล่าสุดไปถึงจีนชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย ก็หวังอย่างยิ่งว่าจะมีเศรษฐกิจการค้าระหว่าง 2 ชาติคึกคักยิ่งขึ้น
จะเป็นการฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นการจ้างงาน เพื่อรองรับแรงงานไทย
ทั้งช่วยคนไทยพ้นจากสงคราม ทั้งสร้างอาชีพรองรับแรงงานเหล่านี้
วิกฤตสงครามครั้งนี้ เป็นอีกเรื่องใหญ่พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลที่เน้นแก้ปากท้องและบทบาทในเวทีสากล!
วงค์ ตาวัน