บทสรุปของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นอันชัดเจนแล้ว ด้วยคำแถลงของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากปรับแก้กันหลายรอบ เนื่องจากมีเสียงท้วงติงจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความคิดเห็นของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เน้นกรอบวินัยทางการเงินอย่างสูง
ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องลดเป้าหมายการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จากเดิมที่จะให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปโดยถ้วนหน้า ราว 56 ล้านคน
สุดท้ายต้องลดเหลือ 50 ล้านคน โดยมีเกณฑ์เงินเดือนต่ำกว่า 7 หมื่นบาท เงินฝากในบัญชีธนาคารรวมกันไม่เกิน 5 แสนบาท
พื้นที่ใช้จ่ายขยายเป็นภายในอำเภอตามทะเบียนบ้าน
แหล่งที่มาของเงินในโครงการ จะออกพ.ร.บ. 5 แสนล้านบาท คาดว่าจะออกบอนด์ ซึ่งประเทศไทยมีสภาพคล่องสูงน่าจะไม่ยากนัก
ขั้นตอนต่อไปเหลืออีก 2 ด่าน คือ การตีความโดยกฤษฎีกา และนำเข้าพิจารณาในรัฐสภา!
ถ้าผ่านด่านเหล่านี้ได้ คงจะได้แจกกันในเดือนพฤษภาคมปี 2567 ล่าช้ากว่าเป้าเดิมที่เตรียมแจกในกุมภาพันธ์
แต่นายกฯ เศรษฐาค่อนข้างมั่นใจว่าผ่านได้
ประการแรกการยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8% ต่ำสุดในประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียน ยิ่งมาเจอสงคราม 2 สมรภูมิคงโดนฉุดไปอีกนาน
ประการต่อมาการกู้ 5 แสนล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 64% ยังไม่เกินเพดาน
เหล่านี้จึงเชื่อว่าผ่าน 2 ด่านสำคัญ เพื่อเริ่มแจกได้แน่ในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ให้ใช้จ่ายใน 6 เดือนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรง!
แต่เมื่อมีประเด็นต้องตีความกฎหมาย ทำให้เกิดช่องให้ฝ่ายค้านและคนที่คิดต่างรัฐบาล มีช่องวิจารณ์อย่างหนัก
สส.ก้าวไกลถึงขั้นฟันธงว่า โครงการนี้คงไม่ผ่าน คงล้มแน่ ยิ่งกว่านั้นชี้ด้วยว่า นี่เป็นแผนของรัฐบาลในการหาทางล่มโครงการ
ฟังแล้วก็น่าตกใจ ว่าคิดกันได้ลึกล้ำขนาดนี้เลยหรือ!?!
นายกฯ เศรษฐา ตอบประเด็นนี้ว่า โครงการซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ ถ้าหากล่มทำต่อไม่ได้ คนเสียหายคือรัฐบาล นายกฯ เองก็ต้องเหนื่อยเพื่อหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่น
รัฐบาลจะไปคิดวางแผนอย่างนั้นได้หรือ
เอาเป็นว่ามุมมองของฝ่ายค้านและฝ่ายต้านรัฐบาล รอการพิสูจน์ว่าถูกผิดในอีกไม่นานนัก
แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป จากการสำรวจของนักข่าว พบว่าเฮกันทั่ว
เพราะคนส่วนใหญ่ยากลำบาก เงินเดือนและบัญชีเงินฝากเป็นไปตามเกณฑ์นี้อยู่แล้ว
ธุรกิจร้านค้าก็เฝ้ารอวันที่ประชาชนจะมีเงินคนละหมื่นเพื่อจับจ่ายสินค้า
ที่ว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำในรอบ 10 ปี มีสงครามทำให้การท่องเที่ยวไม่คึกคัก นักเศรษฐศาสตร์ข้างถนนคนหาเช้ากินค่ำรู้ดีที่สุด!!
วงค์ ตาวัน