วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ยังคงทำงานเป็นปกติ แบบไม่มีวันหยุด โดยเสาร์ล่าสุด เดินทางลงไปยังชายแดน โก-ลก นราธิวาส พื้นที่ความมั่นคงที่ยังต้องทำให้ทำให้เกิดความสงบ
นัดพบกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ชายแดนไทยกับมาเลเซีย
ความร่วมมือระหว่างนายกฯ เศรษฐากับนายกฯ ของมาเลเซีย ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยืดเยื้อยาวนาน
การเดินทางลงพื้นที่ไฟใต้ของนายกฯ เศรษฐาและคณะ ยังมีภาพการเมืองที่น่าสนใจ
มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ร่วมเดินทางไปด้วย โชว์ความสนิทสนมกับนายกฯ เศรษฐา และนำไปสู่การให้สัมภาษณ์เรื่องนายกฯ สำรองไปพร้อมๆ กัน!!
เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียในยุคเศรษฐา เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ก็ส่วนหนึ่ง
อีกส่วนคือประเด็นความมั่นคง การพูดคุยเจรจาเพื่อนำไปสู่การดับไฟใต้
ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างนายกฯ เศรษฐากับนายกฯ มาเลเซีย น่าจะส่งผลในทางที่ดี เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ!
ร่วมกันพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ชายแดน เร่งการค้าขาย ทำเขตอุตสาหกรรมอาหาร
ชีวิตความเป็นอยู่ รายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น จะมีผลควบคู่ไปกับปัญหาความมั่นคง เสริมด้วยการสร้างความยุติธรรม จะลดการก่อความไม่สงบลงไปได้!!
จะเห็นได้ว่า แนวทางที่นายกฯ เศรษฐาเสนอมาตลอดในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ คือ ไม่พูดแต่ด้านความมั่นคงอย่างเดียว
ต้องมีการยกระดับทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนพ้นจากขีดความยากจน โหมด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้
การดับไฟใต้ต้องทำทุกด้านไปพร้อมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การปกครอง
นอกจากลงใต้เพื่อเร่งแก้ไฟใต้แล้ว ยังได้ดับข่าวลือการเมืองไปพร้อมๆ กัน
ภาพการร่วมคณะของนายกฯ เศรษฐาและนายอนุทิน ทำให้เห็นบรรยากาศที่ไม่ได้เป็นไปตามกระแสที่โดนปั่น
ทั้งเศรษฐาและอนุทิน ก็เลยได้ให้สัมภาษณ์พร้อมๆ กัน ในประเด็นข่าวที่นายอนุทินจะเป็นนายกฯ สำรอง
ชี้แจงข่าวอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ขำๆ กันไปกับกระแสข่าวนายกฯ สำรอง!
ทั้งยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบความร่วมมือในการทำงาน เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังเดินหน้าไปด้วยกัน รอเลือกตั้งอีก 3 ปีข้างหน้า ค่อยมาสู้กันใหม่
แม้ว่าคำให้สัมภาษณ์อาจเป็นเพียงฉากหน้า เบื้องหลังอาจจะเป็นอีกอย่าง
แต่ความจริงที่เป็นหลักเป็นฐานบอกได้ว่า พรรค 141 เสียง กับพรรค 71 เสียง จะมีโอกาสยกเก้าอี้นายกฯ ให้แก่กันนั้น เป็นไปไม่ได้!!?
วงค์ ตาวัน