ความสนใจของประชาชนคนไทยในระยะนี้ คือการรอฟังการแถลงใหญ่การทำงานในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา และการเปิดทิศทางการทำงานของรัฐบาลในปีหน้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการค้า
ถ้าแถลงผลงานที่ผ่านก็อาจจะไม่ดึงดูดมากเท่าไหร่ แต่เพราะยังจะพูดถึงที่เตรียมจะบุกต่อไปในปีหน้าด้วย!
โดยเตรียมประกาศว่า ในปี 2568 จะเป็นปีทองของประเทศไทย ทั้งด้านธุรกิจ ท่องเที่ยว การเกษตร อุตสาหกรรม และการลงทุนในประเภทต่างๆ ที่มีโอกาสที่จะทำให้จีดีพีของประเทศเติบโตได้มากขึ้น
เป็นการแถลงใหญ่โดยนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พร้อมกับคณะรัฐมนตรี
ที่บอกว่าประชาชนคนไทยสนใจใคร่รู้กันมาก เพราะหมายถึงเศรษฐกิจปากท้อง จะมีโอกาสดีมากขึ้นได้หรือไม่!?
ถ้าเปิดออกมาแล้ว ไม่มีอะไรชัดเจน มองไม่เห็นอนาคตจริงก็คงผิดหวัง แต่ถ้าเปิดแล้วเห็นโอกาสความเป็นไปได้ มีวิสัยทัศน์ที่แหลมคม ก็คงสร้างความหวังให้ประชาชนได้มาก
ดังนั้นถ้อยแถลงของนายกฯ แพทองธาร ในวันที่ 12 ธันวาคม จึงเฝ้ารอฟังกันทั่ว
เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งข้อเท็จจริงก็เป็นไปทั้งโลก ด้วยโควิด ต่อด้วยสงครามสู้รบใหญ่ในหลายสมรภูมิ
ในบ้านเราเอง มีทั้งปัญหาการรัฐประหาร การเมืองไม่นิ่ง กระหน่ำซ้ำเข้าให้อีก!
ดังนั้นรัฐบาลเพื่อไทยที่เข้ามาบริหารประเทศในปี 2566 เหมือนจะเป็นช่วงที่บรรยากาศการเมืองคลี่คลายเข้าสู่ประชาธิปไตย
ทำให้เริ่มเกิดความเชื่อมั่น เสถียรภาพการเมืองไทยเริ่มดีขึ้น การลงทุนเริ่มสดใส!!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองการม็อบและความขัดแย้งแตกแยกที่ยืดเยื้อมานับสิบปี น่าจะลดระดับลงไปได้
ประชาชนคนไทยก็ทุกข์ระทมมามากพอแล้วกับม็อบเดิมๆ
พอตอนนี้มีความพยายามจะปลุกขึ้นมาอีก จุดประเด็นคลั่งชาติ ประกาศจะลงถนน
ผู้คนก็พากันเอือมระอา เบื่อเต็มทีแล้ว ให้โอกาสรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามวิถีที่ถูกต้อง ได้ตั้งหลักทำงานดีกว่า!
ปัญหาปากท้องประชาชนรอให้รัฐบาลแก้อยู่
จะเอาเรื่องเอ็มโอยู 44 มีจุดประเด็น ซึ่งก็คือ บันทึกกันตั้งแต่ปี 2544
ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งอะไรกันเลยในเรื่องเขตแดนกับกัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาไม่เคยมาข้องเกี่ยวกับเกาะกูดอะไรทั้งสิ้น!?
จู่ๆ มีใครไม่กี่คนมาตะโกนว่ามีปัญหา ชาวบ้านก็พากันส่ายหน้า
รอดูถ้ารัฐบาลทำงานล้มเหลวผิดพลาด อีก 2 ปีกว่าข้างหน้า ก็ไม่ต้องไปเลือกพรรคการเมืองนี้
ที่แน่ๆ เขาจดจ่อรอฟังการแถลงวันที่ 12 ธันวาคม ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ สนใจเรื่องนี้กันมากกว่า!
วงค์ ตาวัน