การที่พรรคพลังประชารัฐ ลงมติขับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และสส.ในกลุ่มรวม 20 ราย พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้วนั้น บ่งบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ตกลงกันได้ด้วยดี เพราะกลุ่มธรรมนัสต้องการพ้นจากสมาชิกภาพของพปชร. เพื่อเข้าสังกัดพรรรคการเมืองอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าไม่สามารถพูดคุยตกลงกันได้ พปชร.ไม่มีทางขับพ้นพรรค การขับออก เป็นการเข้าทางฝ่ายร.อ.ธรรมนัสชัดเจน!
ส่วนจะตกลงกันได้ด้วยเงื่อนไขอะไร
ทุกฝ่ายต่างออกมาปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวกับการสอบคดีรุกที่ดินส.ป.ก.แล้วเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดบิ๊กการเมือง
ฟังแล้วเชื่อหรือไม่เชื่อ แล้วแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล!?
ที่แน่ๆ ผลจากการขับสส.ครั้งนี้ สำหรับพปชร.เอง จำนวนสส.หายไปครึ่งพรรค ถือว่าเป็นช่วงขาลง อ่อนกำลังลงอย่างแท้จริง
กลับกัน พรรคที่โตขึ้นอย่างพรวดพราดก็คือ พรรคกล้าธรรม
ทั้ง 20 สส.ที่พ้นจากพปชร. ตบเท้าเข้าพรรคกล้าธรรมแน่นอน
พรรคที่มีดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้า เดิมมี 4 สส. กำลังจะมีสส.ในสังกัดถึง 24 ราย!
ทั้งอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ
ขณะที่พปชร.เอง เสียสส.ไปแล้ว 20 ยังไม่รู้ว่าจะมีเลือดไหลออกอีกหรือไม่ น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง!!
คงต้องจับตามองกันต่อไป ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
พปชร.ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเดินหน้าต่อไปเช่นไร ท่ามกลางความห่วงใยของคนที่เคยรักบิ๊กป้อม พากันเรียกร้องให้วางมือดีที่สุด
ขณะเดียวกัน มองการเลื่อนไหลของ 20 สส.พปชร.มาสู่กล้าธรรม ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับเพื่อไทย
เท่ากับว่าภายในรัฐบาลเอง พลังของเพื่อไทยมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม!!
ยิ่งทำให้เพื่อไทยมีอำนาจต่อรองสูงมากขึ้น ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นต้องยิ่งเกรงใจ
ดังนั้น การที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร พูดในวงสัมมนาสส.เพื่อไทย จวกพรรคร่วมรัฐบาล จึงเป็นการพูดในสถานการณ์ที่เหนือกว่า
ถ้าคิดจะแตกหัก ก็ไม่สามารถล้มรัฐบาลเพื่อไทยได้!
ดังนั้นมีแต่จะต้องอยู่ร่วมกันต่อไป อยู่ไปจนครบเทอม โดยต้องเกรงอกเกรงใจกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
จึงกล่าวได้ว่า การเติบโตแบบทันตาของพรรคกล้าธรรม เป็นการเพิ่มพลังให้เพื่อไทย
แนวโน้มรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จึงเดินหน้าไปได้ โดยแค่มีตบจูบกันบ้างแบบหนังไทยเท่านั้นเอง!!
วงค์ ตาวัน