สถานการณ์ที่บริเวณช่องบก อุบลราชธานี ที่ตอนนี้เข้าสู่ความสงบแล้ว หลังจากที่ทหารกัมพูชายอมเคลื่อนย้ายกำลังกลับไปยังจุดที่เคยประจำการเดิม ซึ่งห่างออกไปจากจุดปะทะ เป็นการลดการเผชิญหน้า เลิกเล็งปืนเข้าหากัน
เบื้องหลังที่จู่ๆ ก็สามารถพูดคุยกันได้ เกิดจากการพูดคุยเจรจากันถึง 2-3 ระดับ
ดังที่นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร แถลงถึงรายละเอียดในเวลาต่อมา โดยนายกฯ แพทองธาร ได้ต่อสายพูดคุยกับพล.อ.ฮุนมาเนต นายกฯ กัมพูชา พร้อมกับต่อสายตรงไปถึงฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
อาศัยความสัมพันธ์ของ 2 ตระกูล ที่มีมายาวนาน ทำนองว่าต้องยุติปัญหาได้แล้ว ก่อนจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้
จนในที่สุดผู้นำทหารกัมพูชาที่บริเวณชายแดนก็ได้รับสัญญาณจากผู้นำรัฐบาล จึงเปิดเจรจากับผบ.กองกำลังสุรนารี ลงเอยเป็นการถอนกำลังออกไปจากบริเวณตึงเครียด
ทำให้ช่องบกเข้าสู่ความสงบ!
ถือเป็นผลงานทั้งนายกฯ ไทยกับผู้นำกัมพูชา พูดคุยเจรจากัน บนพื้นฐานสายสัมพันธ์ที่ดี
และผลงานของผู้นำทหารบริเวณชายแดน โดยฝ่ายไทยนั้นมีพล.ต.สมภพ ภาระเวช ผบ.กองกำลังสุรนารี เข้าไปเจรจากับระดับรองผบ.ทบ.ของกัมพูชา
จบได้ด้วยโต๊ะเจรจา
แต่การแก้ปัญหาอย่างถาวร จะต้องเร่งการเปิดเจรจาเพื่อปักปันเขตแดนร่วมกันให้ลุล่วงให้ได้
เจบีซีหรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสันติภาพชายแดนแบบยั่งยืน!!
ขณะเดียวกัน ระยะนี้มีกระแสข่าวชัดเจนว่า ในหมู่ผู้นำกัมพูชานั้น เกิดการงัดข้อกันรุนแรง
ว่ากันว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ร้อนแรงชายแดน ตั้งแต่กรณีการร้องเพลงที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ มาจนถึงการปะทะที่ช่องบก อุบลราชธานี
มีปัญหาการเมืองในฝั่งเขมร
แล้วเมื่อเกิดความร้อนแรงขึ้น ฝ่ายฮุนเซน ฮุนมาเนต ต้องเลือกเล่นบทผู้นำชาตินิยม แข็งกร้าวใส่ไทย!
แต่เพราะการพูดคุยของนายกฯ ไทย กับผู้นำเขมรทั้งสองระดับดังกล่าว ที่ชี้ให้เห็นว่าจะเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้วนะ จึงได้บทสรุปคลายสถานการณ์
ต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ด้วยการปั่นกระแสรักชาติร้อนแรงของทั้งสองฝั่ง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ยกระดับไปอย่างน่ากลัว
เริ่มจากเลือดรักชาติ แต่โหมมากจนกลายเป็นการพร้อมรบพร้อมปะทะ
เมื่อสถานการณ์ยุติลงด้วยดีแล้ว ทุกฝ่ายควรต้องลดความเคลื่อนไหว อย่าปั่นให้ร้อนระอุกันอีก!
ควรปล่อยให้กลไกเจรจาเจบีซีทำงานก่อน
อาการของบางกลุ่มบางฝ่าย ดูเหมือนไม่มีความสุข ถ้าสถานการณ์สงบ!?!
วงค์ ตาวัน