การเมืองไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุครัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง โดยมีพรรคประชาชน 143 เสียง เป็นผู้ทำหน้าที่คอยประคับประคอง

มองมุมหนึ่ง การโหวตนายกรัฐมนตรี เมื่อมีเสียงพรรคประชาชน 143 บวกกับ 146 ของขั้วภูมิใจไทย รวมแล้ว 289 เสียง ย่อมสามารถเป็นนายกฯ ได้!

เป็นไปตามระบอบรัฐสภา

แต่เมื่อต้องทำหน้าที่เป็นรัฐบาลปกติ รัฐบาลอนุทินจะมีเสียงเหลือ 146 ต้องถือว่าเป็นการเมืองที่ไม่ปกติ

ส่วนพรรคประชาชน ประกาศว่า สนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ แต่จะไม่ร่วมรัฐบาล เมื่อโหวตนายกฯ เสร็จ ก็กลับไปเป็นฝ่ายค้าน จึงต้องนับเป็นการเมืองที่ประหลาดไปอีกแบบ

เป็นยุคที่การเมืองไทย น่างุนงงอย่างมากจริงๆ!!

แต่เอาเป็นว่า ทุกอย่างก็ดำเนินไปแล้วเช่นนี้ เข้าสู่ยุคนายกฯ หนู โดยมีเงื่อนไขของพรรคประชาชนกำหนดว่าต้องเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน แล้วเร่งทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ จากนั้นต้องยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่

เป้าหมายของพรรคประชาชน อยู่ตรงที่ว่าต้องเปิดทางการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วยุบสภาใน 4 เดือน

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ ก็ดีไปสำหรับพรรคประชาชน

แต่ถ้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หรือถ้ามีการทำอะไรที่เกินกว่าพรรคประชาชนจะควบคุมได้

น่าเป็นห่วงว่าพรรคประชาชนจะกลายเป็นผู้เสียหายในดีลนี้!?!

ความเป็นห่วงต่อพรรคประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ มีในหมู่สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเองเป็นจำนวนมาก

ห่วงว่าพรรคส้มไปเดินในเกมการเมืองที่ซับซ้อนเกินไป จะเท่าทันพรรคการเมืองเก๋าเกมหรือไม่

แต่เอาเป็นว่าพรรคประชาชนก็ตัดสินใจไปแล้ว ส่งผลให้นายอนุทินและภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว

การเมืองก็ต้องเดินหน้าต่อไปภายใต้รัฐบาลอนุทิน

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

โดยพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ 2 อย่าง เป็นทั้งฝ่ายค้านและผู้สนับสนุนรัฐบาล

ได้แต่ภาวนาว่า รัฐบาลใหม่จะเดินตามเงื่อนไขของพรรคส้ม!

แต่ถ้าเกิดเรื่องงอกเงยอย่างอื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง คดีฮั้วสว.

ที่จะเหนื่อยกว่ารัฐบาลอนุทินก็คือ พรรคประชาชน

เมื่อตัดสินใจเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลใหม่แล้ว ก็ต้องแบกรับสิ่งที่จะตามมายิ่งกว่ารัฐบาลเองเสียอีก!?!

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน