การเมืองไทยในวันที่ 5 กันยายน เป็นอันว่าประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีเสียงสส. 69 เสียง มีพรรคร่วมรัฐบาล 146 เสียง
โดยเสียงชี้ขาดให้นายอนุทินได้เป็นนายกฯ มาจาก 143 เสียงของพรรคประชาชน!
ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนกำหนดคือ ต้องยุบสภาใน 4 เดือน และต้องทำประชามติเปิดทางไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยสสร.
แต่จะทำได้จริงหรือไม่ อีก 4-5 เดือนข้างหน้าจะมีคำตอบ
ถ้าทำได้ตามเอ็มโอเอนี้จริง เราก็จะได้มีโอกาสเลือกตั้งกันใหม่ ได้กำหนดการเมืองโดยประชาชนคนไทย พร้อมกับการปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ก็เกิดความห่วงใยล่วงหน้า ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่ทำตามเงื่อนไขที่กำหนด แล้วพรรคประชาชนจะควบคุมจัดการได้หรือไม่!?
ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติโดยเนื้อแท้ของภูมิใจไทย ก็คือ พรรคการเมืองในแนวเก่า และจุดยืนทางการเมืองตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพรรคประชาชน
ยิ่งจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมการเมืองบรรจงสร้างขึ้นมา เพื่อนำมาใช้กำหนดการเมืองไทย
เป็นจุดยืนที่พรรคภูมิใจไทยขานรับมาตลอด จนมองไม่ออกว่า จะเป็นไปได้อย่างไร สำหรับโอกาสในการเปิดประตูไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ!?
แต่เอาเป็นว่า เมื่อถึงขั้นเซ็นเอ็มโอเอกันแล้ว หวังว่าพรรคภูมิใจไทยจะเดินตามคำมั่นสัญญา
เพื่อเปิดทางให้รัฐธรรมนูญได้แก้ไข นำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และเราจะได้เลือกตั้งกันใหม่ ในต้นปีหน้าจริงๆ!!
นับวันเวลาคร่าวๆ ช่วง 1 เดือนนี้ รัฐบาลอนุทินต้องใช้เวลาจัดครม.ใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อสภา
เริ่มนับหนึ่งการทำงานจนครบ 4 เดือนตามสัญญาในราวมกราคม 2569 จากนั้นยุบสภา แล้วเลือกตั้งในราวเดือนมีนาคม
ซึ่งพรรคประชาชนผู้กำหนดดีลนี้เรียกว่า เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เข้ามาเปิดทางการแก้รัฐธรรมนูญแล้วยุบสภา
จากนี้ไป 4-5 เดือน จะได้รู้กันว่า ความตั้งใจที่พรรคส้มเชื่อว่าดีที่สุดแล้วสำหรับทางออกการเมืองในเวลานี้ จะเป็นจริงหรือไม่ !?
สำหรับนายอนุทินและภูมิใจไทยรวมทั้งพรรคร่วม จังหวะการเมืองนี้ ถือว่าดีที่สุด ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล แม้จะมีเวลาไม่มากนัก
แต่คุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะเข้ามาเพื่อจัดการปัญหาใหญ่หลายต่อหลายเรื่อง อันเป็นเหมือนดาบจ่อฟันจ่อเชือดอยู่
แถมมีแค่ 146 เสียงก็เข้าสู่อำนาจได้ เพราะมี 143 เสียงสนับสนุน เป็นจังหวะทางการเมืองที่คงหาไม่ได้อีกแล้ว
*=ทั้งหมดทั้งมวล ความกดดันกลับไปอยู่ที่พรรคส้มแทน จะต้องเร่งผลักดันให้มีการปูทางแก้รัฐธรรมนูญจริง และต้องทำตามสัญญายุบสภาจริง!*=
สำหรับพรรคน้ำเงินแล้วดีลนี้มีแต่ได้ ส่วนพรรคส้มนั้น ถ้าบรรลุเป้าหมายแก้รัฐธรรมนูญได้จริง ยุบสภาได้จริง ก็ถือว่าลุล่วง
อีก 4 เดือนต่อจากนี้ พรรคน้ำเงินมีแต่สบาย ส่วนพรรคส้มคงมีแต่เครียด!!
วงค์ ตาวัน