รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกับฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย คงจะต้องเปิดศึกทางการเมืองอย่างหนักหน่วงกันต่อไป เพราะการหักเหลี่ยมเฉือนคมโค่นล้มกันที่ผ่านมานั้น ยากจะคืนดีกันได้ง่ายๆ
มาล่าสุด พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดศึกทวงเก้าอี้ประธานสภาและรองประธานสภา
ทำนองว่า เมื่อขั้วเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านแล้ว ต้องส่งคืนตำแหน่งนี้ให้รัฐบาล!
แต่ฟังดูแล้ว คงเป็นเรื่องยาก ในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งท่านประธาน
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ จากเพื่อไทย ตั้งคำถามกลับว่า แล้วการที่ผู้นำฝ่ายค้านไปยกมือหนุนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
อย่างนี้ต้องทวงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคืนมาด้วยหรือไม่!?
ขณะที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้
โดยอธิบายว่า เก้าอี้ของประธานสภา และรองประธานสภา นั้น ไม่เคยมีกำหนดในรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับว่าจะเปลี่ยนไปตามรัฐบาล
ท่านประธานวันนอร์ย้ำว่า ตำแหน่งประธานสภา และรองประธานสภา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่เป็นตำแหน่งที่เป็นอิสระ!
ทั้งให้ย้อนดูประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล สักกี่ครั้งก็แล้วแต่ ประธานสภาก็ไม่ได้เปลี่ยน
ที่ประธานวันนอร์เน้นย้ำว่า ประธานสภา เป็นตำแหน่งอิสระ อันนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ตำแหน่งประธานสภา ต้องเป็นกลาง จึงเป็นอันเลิกพูดไปได้เลยว่าต้องเป็นของรัฐบาล!!
เพียงแต่ในทางปฏิบัติจริงๆ นั้น เมื่อเริ่มตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ฝ่ายรัฐบาลที่รวมเสียงได้เป็นเสียงข้างมาก ก็จะได้โอกาสโหวตเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนฯ มาจากขั้วรัฐบาล
แต่จะบอกว่าเป็นโควตารัฐบาลย่อมไม่ได้ เพราะเขากำหนดไว้ว่าต้องเป็นกลาง
ขนาดตอนลงมติอะไรในสภา ท่านประธานและท่านรองประธาน ก็ยังต้องงดออกเสียง
เพราะมีกฎกติกาบังคับว่า เป็นกลาง!
มาครั้งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พลิกขั้วใหม่ แต่ก็ไม่สามารถมาเปลี่ยนตัวประธานสภา และรองประธานสภา ได้
เพราะตำแหน่งนี้ในแง่ทางการ ไม่ใช่โควตารัฐบาล
ยิ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปกติ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยิ่งเลิกพูดถึงการทวงเก้าอี้ท่านประธาน
เสียงข้างน้อยยังไม่พอ ยังมีเส้นเวลาอยู่แค่ 4 เดือน จะมาเปลี่ยนอะไรมากมายคงไม่ได้!?
สรุปแล้วก็คงเป็นแค่การจุดประเด็นลอยๆ ไม่น่ามีผลอะไร
ท่านประธานวันนอร์และอีก 2 รองประธานจากเพื่อไทย ยังคงนั่งเก้าอี้เดิมต่อไปจนกว่าจะยุบสภา!
วงค์ ตาวัน