เบื้องหลัง เลือกตั้งสกปรก
ที่ว่าการเลือกตั้งปี 2500 เป็นการเลือกตั้งสกปรก เขาทำอะไรบ้าง
ม้า
ตอบ ม้า
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2500 มีขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นการเลือกตั้งที่ถูกมองว่า “สกปรก” โดยคำบอกเล่าส่วนหนึ่งมาจากคำฟ้องของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่เขียนในนาม นายควง อภัยวงศ์ และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รวม 9 คน
ด้วย ม.ร.ว.เสนีย์เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายตรงข้ามกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จุดมุ่งหมายของคำฟ้องต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ฉะนั้นแล้วข้อมูลที่อยู่ในคำฟ้องอาจเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายจุดที่ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรก
คำฟ้องสรุปดังนี้ ก่อนวันเลือกตั้ง 1. พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ (อธิบดีกรมตำรวจ) จัดเลี้ยงพวก “ผู้กว้างขวาง” หรือพวกอันธพาล รวมถึงนายตำรวจผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือพรรคเสรีมนังคศิลาที่มี จอมพล ป. เป็นหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง 2. มีการเพิ่มชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างผิดปกติ และติดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่าช้าหรือไม่ติดเลย
3. ตรวจจับบัตรเลือกตั้งโกงได้จำนวนมาก เรียกว่า “ไพ่ไฟ” คือบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์จากโรงพิมพ์โดยกากบาทเบอร์ผู้สมัครไว้เรียบร้อยแล้ว 4. การใช้ “พลร่ม” คือใช้กลุ่มบุคคลเวียนลงคะแนนให้พรรคเสรีมนังคศิลาหลายรอบ และ 5. คูหาลงเลือกตั้งแต่ละหน่วยอยู่ห่างจากสถานที่รับบัตรมาก
วันเลือกตั้ง 1. พวกอันธพาลเข้าก่อกวนหน่วยการเลือกตั้ง ถึงขนาดที่บางหน่วยได้ทำร้ายกรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยจนสลบแล้วเข้าไปลงคะแนนแทน บางหน่วยมีผู้เลือกตั้งออกมาพูดว่า “นายควงชนะแหง” ก็ถูกอันธพาลฟันจนศีรษะแยกเป็นสองซีก
2. หน่วยเลือกตั้งบางหน่วยเมื่อถึงเวลาเที่ยงแล้วก็ยังไม่เปิดให้ลงคะแนน บางหน่วยเมื่อเลยเวลาห้าโมงเย็นไปแล้วที่ควรแก่การปิดหีบ กลับอนุญาตให้ลงคะแนนได้ต่อไป
3. ในขณะนับคะแนน หากพบบัตรเสียหมายเลข 25-33 ซึ่งเป็นหมายเลขผู้สมัครทั้ง 9 คนในเขตพระนครของพรรคเสรีมนังคศิลา ก็จะนับเป็นบัตรดี แต่หากพบบัตรเสียที่ลงคะแนนให้หมายเลขอื่นก็นับเป็นบัตรเสียตามเดิม (การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบเหมาเขต กล่าวคือ เขตพระนครมีจำนวน ส.ส. ได้ทั้งหมด 9 คน ดังนั้นประชาชนในเขตพระนครต้องเลือก ส.ส. ทั้ง 9 คน)
4.ในหน่วยเลือกตั้งสวนลุมพินีเกิดไฟดับขณะกำลังนับคะแนน พอไฟมาแล้วนับคะแนนต่อ ปรากฏว่าคะแนนเสียงที่นับเสร็จมีมากกว่าจำนวนผู้ที่มาลงทะเบียนเลือกตั้งในหน่วยนั้น และ 5.มี 13 หน่วยเลือกตั้งที่นับคะแนนเสียงล่าช้าไปจนถึงเที่ยงของวันที่ 28 เมื่อเอาคะแนนมารวมกันแล้ว พบว่าคะแนนเสียงของหมายเลข 25-33 เพิ่มขึ้นกว่า 200%
ผลการเลือกตั้ง พรรคเสรีมนังคศิลาได้คะแนนเสียงมากที่สุด และจอมพล ป. ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2500 ในการเจรจากับนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่เดินขบวนประท้วง จอมพล ป. ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ แสดงความเห็นว่า “จอมพล ป. ไม่จำเป็นต้องโกงการเลือกตั้งก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ แต่เพราะ “ความกลัว” ของฝ่ายรัฐบาลที่ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดได้ว่าประชาชนจะกากบาทลงบัตรเลือกตั้งเลือกใคร นั่นจึงทำให้เกิดการโกงขึ้นมา”