รัสเซีย-ยูเครน : สาเหตุวิกฤต
น้าชาติ รัสเซียจะบุกยูเครนเรื่องอะไร
หลานตี๋
ตอบ หลานตี๋
มีคำอธิบายอยู่ในบทความ “ปูตินด็อกทรินกับวิกฤตยูเครน!” โดย ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข เผยแพร่ทางมติชนออนไลน์ สรุปความดังนี้
วิกฤตการณ์ในยูเครน ในด้านหนึ่งของปัญหา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤตนี้เป็นผลสืบเนื่องที่เกิดตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตรัสเซีย อันส่งผลให้อำนาจของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียสิ้นสุดลงไปกับการยุติของสงครามเย็น การล่มสลายของสหภาพโซเวียตครั้งนั้นทำให้พื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองมีโอกาสแยกตัวออกเป็น “รัฐเอกราช” และหนึ่งในนั้นคือ “ยูเครน”
ในอีกด้าน เมื่อการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสทางการเมืองครั้งใหญ่ให้ “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ” (นาโต้) ไปดึงเอารัฐเอกราชใหม่ที่เคยตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางการเมืองของโซเวียตแต่เดิม เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่
การขยายสมาชิกของนาโต้ในครั้งนี้ถูกมองจากฝ่ายรัสเซียว่าเป็น “ภัยคุกคามสำคัญ” ต่อสถานะด้านความมั่นคงของรัสเซียในยุคหลังสงครามเย็น เพราะเป็นเสมือนการรุกประชิดของฝ่ายตะวันตกต่อรัสเซียโดยตรง ซึ่งแต่เดิมในยุคสงครามเย็น อย่างน้อยยังมีพื้นที่ด้านยุโรปตะวันออกทำหน้าที่เป็นดัง “พื้นที่กันชน” ในทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อขวางกั้นภัยคุกคามของทางตะวันตก
นอกจากนี้ในมุมมองของรัสเซีย “สถาปัตยกรรมด้านความมั่นคง” ของยุโรปในยุคหลังสงครามเย็น วางอยู่บนมิติ “ความมั่นคงยุโรป-แอตแลนติก” (Euro-Atlantic Security) และส่วนหนึ่งของการออกแบบระเบียบเช่นนี้มีสหรัฐเป็นแกนกลาง จนผู้นำรัสเซียมีความรู้สึกว่ารัสเซียไม่มีส่วนร่วม และไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายตะวันตกให้เข้าร่วมในการออกแบบ อันทำให้เกิดทัศนะว่า ระเบียบการเมืองและความมั่นคงของยุโรปในยุคหลังสงครามเย็นเป็นผลผลิตของฝ่าย ตะวันตก และในขณะเดียวกัน ผู้นำรัสเซียอย่างประธานาธิบดีปูติน ก็ถือว่ารัสเซียไม่มีพันธะใดๆ ที่จะต้องยอมรับต่อระเบียบใหม่เช่นนี้
ดังนั้น เมื่อรัสเซียสามารถที่จะฟื้นสถานะทางการเมืองของตนเองในเวทีโลกได้บ้างแล้ว รัสเซียจึงแสดงตนในการเป็น “ผู้ท้าทาย” ต่อการจัดระเบียบดังกล่าว อีกทั้ง ประธานาธิบดีปูตินเองมักจะกล่าวในเวทีสาธารณะเสมอว่า การจัดระเบียบที่เกิดขึ้น เป็นเสมือนรัสเซีย “ถูกละเลย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการละเลยต่อความกังวลด้านความมั่นคงของรัสเซีย อีกทั้งผู้นำรัสเซียยังเรียกร้องให้ฝ่ายตะวันตกยอมรับถึง “สิทธิพิเศษ” ของรัสเซียในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมีอิทธิพลเหนือพื้นที่ที่รัสเซียเคยครอบครอง
การขยายอิทธิพลของรัสเซียต่อยูเครนครั้งนี้ จึงมิใช่การรุกเพียงเพื่อผนวกดินแดนอย่างเช่นในกรณีของไครเมีย หรือการแทรกแซงในดอนบัสในปี 2014 หากแต่เป็นการรุกทางทหารที่พุ่งเป้าไปสู่ยูเครนโดยตรง อันมีนัยถึงการท้าทายที่เกิดต่อ “การจัดระเบียบยุโรป” ในยุคหลังสงครามเย็น และทั้งยังเป็นสัญญาณสำทับถึงการกลับมาของรัสเซียในการเมืองระหว่างประเทศ
การแสดงออกในเชิงนโยบายเช่นนี้ เราอาจเรียกว่าเป็น “หลักการปูติน” หรือ “ปูตินด็อกทริน” (Putin Doctrine) ที่รัสเซียต้องการเห็นฝ่ายตะวันตกยอมรับสถานะของตนเช่นในยุคสงครามเย็น ในฐานะของการเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่ควรได้รับการ “ยอมรับ” และ “เกรงกลัว” อีกทั้งโลกตะวันตกควรจะต้องยอมรับต่อ “สิทธิพิเศษ” ในทางภูมิรัฐศาสตร์เหนือพื้นที่ที่เป็นรัฐเพื่อนบ้าน และขณะเดียวกัน รัฐเพื่อนบ้านเหล่านี้ก็ควรยอมรับถึงสถานะของการเป็นรัฐที่อยู่ใน “เขตอิทธิพล” ของรัสเซียด้วย