ชนะ วสุรักคะ – เรื่อง/ภาพ
สมัยเด็กๆ พ่อ-แม่มักสั่งสอนย้ำนัก ย้ำหนาว่าเป็นพี่น้องกันต้องรักกัน วันใดที่พ่อ-แม่ไม่อยู่แล้ว ก็ต้องคอยช่วยเหลือดูแลอย่าทอดทิ้งกัน
แต่คำสอนดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกครอบครัว มิเช่นนั้นเหตุการณ์สลดครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย. พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ศรีจันทร์ ผกก.สภ.ศรีสงคราม จ.นครพนม และ พ.ต.ต.เพ็ชร กิจพฤกษ์ สารวัตร(สอบสวน) สภ.ศรีสงคราม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และแพทย์เวร ร.พ.ศรีสงคราม เดินทางไปตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำเก่าอยู่ในสวนยางพารา หลังบ้านเลขที่ 117/12 บ้าน นาเดื่อ ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังมีชาวบ้านแจ้งว่าพบชายเสียชีวิตถูกฝังดินอย่างเหี้ยมโหด
ที่เกิดเหตุพบเป็นบ่อน้ำซึ่งทิ้งร้างมานานหลายปี มีความลึกประมาณ 3 เมตร พบมีร่องรอยการนำรถไถดินมาไถกลบปากบ่อ เจ้าหน้าที่จึงร่วมกับชาวบ้าน ใช้จอบขุดดินเพื่อนำศพ นายดาบชัย กัลยาฤทธิ์ วัย 37 ปี ขึ้นมาจากบ่อดังกล่าว
สภาพศพสวมกางเกงขาสั้นสีดำตัวเดียว มีร่องรอยทุบตี ด้วยของแข็งมีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณศีรษะหลายจุด คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 วัน เบื้องต้นญาติแจ้งว่าหายไปตั้งแต่คืนวันที่ 19 เม.ย. จึงเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมนำศพ ผู้ตายส่งไปตรวจชันสูตรที่สถาบันนิติเวช ร.พ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เพื่อหาสาเหตุการตายอย่างละเอียดอีกครั้ง

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบสวนญาติ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุเมื่อกลางดึกวันที่ 19 เม.ย. นายดาบชัยดื่มสุรามึนเมาอาละวาด อีกทั้งยังทะเลาะวิวาทมีปากเสียงกับ นายเผด็จ กัลยาฤทธิ์ พี่ชายวัย 38 ปี ในเรื่องที่ผู้ตายติดเหล้าไม่มีอาชีพและไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง จนกระทั่งผู้ตายหายตัวไปไม่ทราบชะตากรรมนาน 4 วัน คาดว่าอาจถูกนายเผด็จทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ก่อนหลบหนีไป
“เจ้าหน้าที่ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดนครพนม หลังสืบสวนสอบสวนพร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเชื่อว่านายเผด็จเป็นคนก่อเหตุลงมือฆ่านายดาบชัย ก่อนนำศพไปอำพรางฝังในบ่อน้ำ จากนั้นหลบหนีไปต่างจังหวัด เชื่อว่าจะได้ตัวในเร็วๆ นี้ หลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทราบที่อยู่ผู้ก่อเหตุแล้วว่าหลบหนีไปอยู่ที่ใด ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามตัว”พ.ต.อ.กิตติศักดิ์กล่าว
เพียงวันเดียวก็ปิดคดีได้ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.นครพนม รับตัวนายเผด็จผู้ต้องหาหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ควบคุมตัวไว้ได้ก่อนคุมตัวกลับมาสอบสวนถึงสาเหตุที่ลงมือฆ่าน้องชายแท้ๆ
นายเผด็จสารภาพว่า นั่งดื่มสุรากับนายดาบชัย เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. ก่อนจะมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันนานกว่า 10 นาที ผู้ตายอาละวาดทำลายข้าวของในบ้าน และมีท่าทีจะหยิบมีดขึ้นมาทำร้ายตนก่อน เป็นจังหวะที่เหลือบเห็นเหล็กปล้องอ้อยความยาว 77 ซ.ม. น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม ที่วางไว้หลังประตูบ้านท้ายห้องครัว
ตนจึงหยิบมาฟาดเข้าไปที่ศีรษะและใบหน้าน้องชาย 3-4 ครั้งจนล้มคว่ำ หลังลงมือเสร็จตนจับดูขาน้องชายพบว่า ตัวเย็นและตายแล้ว จึงลากศพไปฝังไว้ที่บ่อน้ำร้างดังกล่าว ก่อนใช้จอบขุดเกลี่ยดินฝังกลบ ส่วนท่อนเหล็กที่ใช้ก่อเหตุได้นำไปโยนทิ้งไว้ที่คลองชลประทานห่างจากจุดเกิดเหตุ 1 ก.ม.

พี่ชายจอมโหดให้การต่อว่า เวลา 08.00 น. ของวันที่ 20 เม.ย. ได้ว่าจ้างให้นายยุทธนา ไมยวงศ์ อายุ 30 ปี มาไถนาเนื้อที่ 3 ไร่ถัดจากสวนยางพารา จึงให้นายยุทธนาไถกลบบ่อน้ำดังกล่าวไปด้วย โดยอ้างว่ามีกลิ่นเหม็นของน้ำเสีย ซึ่งเจ้าของรถไถก็ไม่รู้เรื่องว่ามีศพน้องชายฝังอยู่ใต้ดิน
จากนั้นตนนำข้าวเปลือกไปหว่าน ในนา เป็นจังหวะที่ภรรยาจะกลับไปเยี่ยมบ้านสงกรานต์ที่มาบตาพุด จ.ระยอง จึงได้อาศัยโอกาสหลบหนีไปในตัวด้วย
“หลังเดินทางไปถึง จ.ระยอง เพื่อนบ้านที่ อ.ศรีสงคราม เห็นน้องชายหายไปอย่างไร้ร่องรอยนาน 4 วัน จึงออกตามหา กระทั่งพบรอยรถไถปรับเกรดดินบนหลุมพูนขึ้นมาเหนือดินสูง 30 ซ.ม. จนผิดสังเกต จึงช่วยกันขุดดูกระทั่งพบศพดังกล่าว ญาติจึงโทรศัพท์ไปสอบถามภรรยา ทางภรรยาจึงเค้นความจริงและขู่จะเลิกหากไม่บอกความจริง ผมจึงยอมเปิดปากรับสารภาพ ก่อนพากันมาพบตำรวจที่ สภ.มาบตาพุด”นายเผด็จ รับสิ้น
ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนาและซ่อนเร้นอำพรางศพ ก่อนนำตัวนายเผด็จไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังบ้านพักที่เกิดเหตุ ท่ามกลางบรรดาญาติๆ ที่ต่างอยู่ในความเศร้าเสียใจที่สองพี่น้องต้องมีชะตากรรมสลดเช่นนี้