สมภพ สนเวส – เรื่อง/ภาพ

ด้วยจำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในปัจจุบัน เทียบกับสัดส่วนประชากรแล้ว นับว่ายังห่างไกลจากความสมดุลกันอยู่มาก การมีผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัครตำรวจบ้าน จึงเป็นความจำเป็นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หน้าที่ของตำรวจบ้านตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยการบริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร

แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย ข้อมูลอาชญากรรม เบาะแสคนร้ายคดีอาญาทั่วไปและคดียา เสพติด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในพื้นที่ ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้นำชุมชนในหมู่บ้าน รวมทั้ง เป็นเครือข่ายของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ขณะที่อำนาจการจับกุมทำได้ในกรณีความผิด ซึ่งหน้าในฐานะราษฎรคนหนึ่ง

กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาโดยพลัน เมื่อโลกโซเชี่ยลได้แชร์ภาพเหตุการณ์ ชายคนหนึ่งที่ถูกระบุว่าเป็นอาสาตำรวจ ใช้เท้าถีบใส่ผู้ขับขี่รถจยย.ที่ขี่สวนมาด้วยความเร็ว จนเสียหลักล้มลงไถลไปกับพื้นไปชนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่กำลังเลี้ยวรถออกมา ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่าผู้ถูกก่อเหตุเป็นเพื่อนของตนเอง โดยเหตุการณ์เกิด ขึ้นใน ซ.มิตรอุดม จ.สมุทรปราการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จับตัวอาสาที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี

ภายหลังรับทราบเรื่องและได้ดูคลิปเหตุการณ์ด้วยตัวเอง พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภ.1 ออกมาระบุชัดเจนว่าใครที่กระทำผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย พร้อมกับสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาตำรวจบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุด้วย

ผบช.ภ.1 ยังส่ง พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ รองผบช. ภาค 1 ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งให้ตรวจสอบว่าการตั้งด่านถูกต้องหรือไม่ การใช้อาสาสมัครตำรวจเข้ามาช่วยเหลือเป็นไปตามข้อสั่งการตามที่กำหนด ไว้หรือไม่ เนื่องจากอาสาสมัครตำรวจที่จะเข้ามาช่วยงาน จะต้องผ่านการคัดเลือก ขึ้นทะเบียน ต้องเข้ารับการอบรมก่อนปฏิบัติงาน รู้บทบาทหน้าที่ทำงานช่วยเหลือหรืองานบริการเท่านั้น ไม่มีอำนาจจับกุม หรือตรวจค้นแต่อย่างใด

ก่อนจะได้ข้อมูลว่าเหยื่ออาสาตีนดุชื่อ นายธนกร สีชาติ อายุ 25 ปี ล้มศีรษะ ฟาดกำแพงเสียชีวิต และแฟนสาวที่นั่ง ซ้อนท้ายบาดเจ็บ

 

เหตุเกิดภายในซอยสุขุมวิท 74 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2561 ส่วนทางด้านผู้ก่อเหตุชื่อ นายฐนัชษ์พนธ์ ตั้มพิพัฒน์ อายุ 39 ปี อาสาตำรวจบ้านสภ.สำโรงเหนือ

วันที่ 27 เม.ย. พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เผยความคืบหน้าคดีว่าเบื้องต้น ได้แจ้งข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุทำ ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” กับนายฐนัชษ์พนธ์ ก่อนส่งตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดสมุทร ปราการ ฝากขังก่อนถูกคุมตัวเข้าเรือนจำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้จะได้มีการตรวจสอบประวัติย้อนหลัง หากพบว่าเคยก่อเหตุคดีใด หรือมีใครเคยร้องเรียน ก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว ผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

“ผมยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งได้เห็นคลิปเมื่อเช้าถือว่าทำนอกกรอบกฎหมายที่ตำรวจอาสาไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปตรวจค้นหรือจับกุมใคร พร้อมกับสั่งระงับอาสาตำรวจบ้านในพื้นที่ สภ.สำโรงเหนือ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทุกนายโดยไม่มีข้อยกเว้น” พล.ต.ต.ธรรมนูญกล่าว

ไม่เพียงแค่นายฐนัชษ์พนธ์เท่านั้น งานนี้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช. ภาค 1 สั่งลงดาบถึงนายตำรวจที่ต้องมีส่วน ร่วมรับผิดชอบ โดยมีคำสั่งผ่าน พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.สมุทรปราการ ให้สั่งย้าย พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล ผกก.สภ.สำโรงเหนือ ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ บช.ภาค 1

พร้อมทั้งย้าย พ.ต.ท.สุรศักดิ์ มีวิริยกุล รองผกก.ป. สภ.สำโรงเหนือ และพ.ต.ท.ไตรมิตร วงศ์พรประดิษฐ์ สวป.สภ.สำโรงเหนือ ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ บก.ภ.จว.สมุทรปราการ เป็นเวลา 1 เดือน รวมทั้งให้สอบสวนความบกพร่อง

เนื่องจากรายงานเหตุล่าช้า ไม่สอดส่องดูแลความประพฤติผู้ใต้บังคับบัญชาและอาสาสมัครตำรวจบ้าน รวมถึงให้ผู้บังคับการจังหวัดทุกแห่งในสังกัด บช.ภาค 1 ลงไปตรวจสอบการตั้งด่านโดยใช้อาสาสมัครตำรวจ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมาอีก

ขณะเดียวกันพล.ต.ต.ธรรมนูญได้เรียกประชุม ผกก.หัวหน้าโรงพักในเขตสมุทรปราการทั้งหมด มาทำความเข้าใจทำความตกลงกันในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน คืออาสาสมัคร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจบ้านหรืออาสาจราจรให้เป็นไปตามข้อกฎหมายทุกประการ

ก่อนเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นายที่มีคำสั่งให้มาช่วยราชการ เบื้องต้นมีกำหนด 1 เดือน เพื่อให้ขั้นตอนการสอบสวนเสร็จสิ้น ถ้าผลออกมาอย่างไรก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด

มีจิตอาสาเสียสละช่วยเหลืองานของราชการ นับว่าเป็นคนดี จึงได้รับความเกรงอกเกรงใจจากประชาชนทั่วไป แต่หากไม่ระมัดระวัง จนคิดว่ามีอภิสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ ก็จะกลายเป็นการละเมิดสิทธิ์พื้นฐานของประชาชน ย่อมไม่ได้รับการยอมรับ และพาตนเองไปสู่ความเสื่อมในที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน