อดิศร จิตตเสวี – เรื่อง/ภาพ
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ประชาชนต่างพากันกลับบ้านไปเยี่ยมบิดา-มารดา ญาตพี่น้องตามภูมิลำเนาของ ตัวเอง เพื่อทำบุญรับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย หลังจากระหกระเหินจากบ้านมาทำงานหาเงินกันมาทั้งปี ก็จะมีโอกาสไม่บ่อยครั้งในรอบปีที่ได้หยุดพักผ่อนหลายวัน
แต่ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ด้วยงานของตำรวจต้องทำงานตลอด ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลที่ทุกหน่วยต้องระดมกำลังดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ที่เดินทางกลับบ้าน ท่องเที่ยวหรือแม้แต่ออกมาเล่นน้ำสงกรานต์
สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ยังมีนโยบาย ให้ทุกหน่วยในสังกัด ระดมกวาดล้างจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน

ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส ผบช.น. จึงได้จัดตั้งศูนย์ Command and Control Operations Center (คอมมาน แอนด์ คอนโทรล โอเปอเรชั่น เซ็นเตอร์) หรือ CCOC ขึ้นมา คือ การตรวจสอบข้อมูลหมายจับทั่วประเทศผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่ง สามารถเช็กได้ทั้งมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์
สำหรับโครงการ CCOC ในชั้นต้นเป็นการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานีทั่วประเทศ นั่งกรอกข้อมูลหมายจับหลายแสนหมายเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง เมื่อข้อมูลเสร็จสมบูรณ์แล้ว หน่วยงานตำรวจต่างๆ สามารถเรียกดูหมายจับได้ในทันทีที่พบตัว ผู้ต้องสงสัย หรือสามารถตรวจสอบได้ใน ทันทีว่าผู้ต้องสงสัยมีหมายจับติดตัวอยู่หรือไม่
พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อนุรักษ์ แตงเกษม รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธิตินันต์ เพชรบรม รอง ผบช.น. เป็นผู้ควบคุม มี พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส. บช.น.

ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผกก.ศูนย์วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น เป็นหัวหน้าทีม ทำหน้าที่ประสานงานกับชุดทำงาน ในภาคการทำงานที่หาข้อมูลในห้องและภาคปฏิบัติ คือ เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่จับกุม โดยใช้ห้องประชุมใหญ่ บช.น. มาเป็นสถานที่ทำงาน จะมีคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ในการตรวจเช็กข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พลันที่ศูนย์ CCOC เริ่มเปิดออนไลน์ทำสถิติการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับมีเพิ่มมากขึ้นโดยใช้งบประมาณไม่มากและใช้ได้จริง
ทางด้าน พ.ต.อ.พรศักดิ์เปิดเผยว่า ในทุกเช้าตั้งแต่เปิดศูนย์ CCOC ขึ้นมาจะมีการประชุมทุกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกองบังคับการสืบสวนนครบาล ตำรวจ บก.น. 1-9 ตำรวจสปพ ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน บช.น. มานั่งประชุมร่วมกันภายในห้องทำงาน ทั้งนี้เพื่อการประสานงานได้สะดวกรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทำหน้าที่เหมือนลูกทีม จะหาข้อมูลต่างๆ และหาข้อมูลหมายจับทั่วประเทศ

เมื่อได้มาแล้วก็จะตรวจเช็กหมายจับและยืนยันความถูกต้อง ว่าทางเจ้าของพื้นที่ยังต้องการตัวอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับการยืนยันกลับมาเราจะตรวจเช็กข้อมูลที่บ้าน ที่ทำงาน ที่อยู่ของผู้ต้องหาตามหมายจับที่ปรากฏ รวมทั้งประชุมหาความเป็นไปได้ว่าผู้ต้องหาจะอยู่ตรงจุดไหน
จากนั้นเราก็จะประสานงานไปกับพื้นที่ที่ผู้ต้องหาอยู่ และถ้าเป็นผู้ต้องหารายสำคัญเราจะจัดกำลังลงไปเพื่อการปฏิบัติงานร่วมด้วย เพื่อความไม่ประมาท กระทั่งจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีต่างๆ ได้
ทำให้หลังจากที่เปิดศูนย์ผ่านไปเพียงแค่ 2 วัน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้รวมแล้ว 2,118 หมายจับ

คดีที่จับกุมก็มีทั้งคดียาเสพติด คดีฆ่าผู้อื่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นทรัพย์ และที่สำคัญคือ คดีที่พ.ต.อ.อำนวย อดีต ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี กับพวก ร่วมกันอุ้มน.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง สาวทอมวัย 28 ปี ไปฆ่าก่อนนำศพไปฝังดินที่รีสอร์ตร้างเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ของท้องที่ สน.หนองค้างพูล
คดีนี้เรามีการเช็กและประสานงานไปกับตำรวจภูธรภาค 7 จน จับตัว นายธีรยุทธ เบ็ญจชาติ ซึ่งเป็น 1 ในมือสังหารที่ยังหลบหนีอยู่ เนื่องจากสืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบอยู่ในฝั่งพม่า และมีการเดินทาง เข้าออกตามแนวตะเข็บชายแดนไทยฝั่งจังหวัดกาญจนบุรี โดยจับกุม ได้ใน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
พ.ต.อ.พรศักดิ์สรุปล่าสุดภายหลังปิดศูนย์ CCOC เมื่อสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ว่า เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดจำนวน 16,662 หมายจับ จากความสำเร็จดังกล่าว ก็แสดงให้ผู้บังคับบัญชาเห็นถึงประสิทธิภาพของศูนย์ CCOC และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมแรงร่วมใจกันทุกนาย
ถึงแม้ศูนย์ CCOC จะปิดลง แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำงานต่อไป เพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายมาสู่สังคม