บัวภา เจิมนาค – เรื่อง/ภาพ
รัฐบาลคสช. ตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองรวมถึงทีมเศรษฐกิจต่างออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ว่าตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นทุกมิติ ส่งออกสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ท่องเที่ยวโต นักลงทุนต่างชาติมั่นใจขึ้น
ล่าสุด “แจ๊ก หม่า” มหาเศรษฐีอันดับโลก เจ้าของธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ เข้าไปนั่งจับเข่าคุย กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลชุดนี้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสดใสของเศรษฐกิจไทย
แต่ในความเป็นจริงกลับต่าง ออกไป
เพราะตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อล่าสุดอย่างออนไลน์ ต่างมีข่าวผู้คนที่ไร้ทางออกของชีวิตคิดใช้ทางลัดในการหาเงินด้วยการ “ลัก-วิ่ง-ชิง-ปล้น” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
สี่โมงเย็นวันที่ 7 พ.ค. ร.ต.อ.กุลธวัช รวมจิตร รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี รับแจ้งมีเหตุปล้น ธนาคารกรุงเทพ สาขาเนินเต็ง ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี
แต่คนร้ายก็หนีไปไหนไม่พ้น ถูกพนักงานและรปภ.ของแบงก์ที่เกิดเหตุจับตัวไว้ได้
ผู้กองหนุ่มจึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.นิวัฒน์ชัย สุขธยารักษ์ รอง ผกก.หัวหน้างานสอบสวน ตำรวจสายตรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าบริเวณหน้าธนาคาร มี “รถซาเล้ง” ลักษณะเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้าโนวา สีดำ-ชมพู ทะเบียน ล 224 ชลบุรี จอดอยู่
เมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในธนาคารก็ได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงคละคลุ้งไปทั่ว พบนายสมพร จิตจำนงค์ อายุ 50 ปี อาศัยอยู่ ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี อาชีพเก็บของเก่าขาย นั่งหน้าจ๋อยอยู่กับพื้น
เพราะถูก รปภ.ควบคุมตัวไว้ ในสภาพเนื้อตัวเปื้อนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีน้ำมันเบนซินบรรจุเต็มแกลลอนวางอยู่ข้างตัว รวมถึงเงินสดของกลางอีกเป็นธนบัตรชนิดราคาต่างๆ รวม 104,000 บาท
บริเวณเคาน์เตอร์รับฝากเงิน ตัวหนึ่ง มีร่องรอยกระจกแจก และมีคราบน้ำมันหกอยู่จำนวนหนึ่ง
น.ส.ปวริศา สมบูรณ์ทรัพย์ อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่อำนวยบริการ 7 ของธนาคารกรุงเทพ ให้ การว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงที่ธนาคารใกล้จะปิดทำการ มีลูกค้าอยู่จำนวนหนึ่ง
จู่ๆ ผู้ต้องหาเดินตรงเข้ามายังเคาน์เตอร์รับฝากเงิน โดยถือแกลลอนน้ำมันมาด้วย จากนั้นราดน้ำมันบนเคาน์เตอร์ พร้อมข่มขู่ว่าหากใครขัดขืนจะจุดไฟเผาให้วอดทั้งธนาคาร ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง

ชายคนร้ายปีนข้ามไปหยิบเงินที่พนักงานกำลังนำเข้าเครื่องนับธนบัตร แต่ระหว่างกำลังปีนข้ามเคาน์เตอร์กลับออกมาเพื่อหลบหนี
จะด้วยความซวยหรือความอ่อนหัดก็ไม่ทราบได้ แต่เจ้าตัวดันเกิดลื่นน้ำมันที่ตัวเองราดทิ้งไว้จนล้มคว่ำอย่างแรง ทำให้กระจกหน้าเคาน์เตอร์แตกเสียหาย รปภ.และพนักงานธนาคารที่เหลือ ซึ่งหายจากความตกใจรีบวิ่งเข้ามาช่วยกันจับตัวไว้ได้ในที่สุด
สอบสวนนายสมพรก็รับสารภาพทั้งน้ำหูน้ำตาไหล ว่าต้องการนำเงินไปใช้ในครอบครัว เพราะเงิน ไม่พอใช้ เนื่องจากต้องเลี้ยงดูลูกถึง 4 คน
ก่อนเกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์ซาเล้งพ่วงข้างไปจอดที่หน้าธนาคาร และนำน้ำมันที่ซื้อมาจากปั๊มบริเวณใกล้เคียง นำมาราดเป็นการข่มขู่
แต่ดันลื่นน้ำมันที่ราดไว้ ขณะจะหลบหนีจนถูกรปภ.และพนักงานของธนาคารช่วยกันจับไว้ได้ก่อน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป
แม้ผู้เห็นเหตุการณ์จะเห็นใจตามคำอ้างของนายสมพรที่หาเงินไปเลี้ยงดูลูกหลายคน จนต้องหาทางรวยลัดแบบนี้ แต่เมื่อทำผิดอาญาบ้านเมืองจึงต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย
ข่าวอาญชากรรมประเภทนี้ นับเป็นอีกหนึ่งดัชนีแบบบ้านๆ ที่อาจใช้ชี้วัดได้ว่า เศรษฐกิจจะ ดีหรือไม่