ธานี ทวีเกิด – เรื่อง/ภาพ

ตํารวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม โชว์ฝีมือล็อกตัวผู้ต้องหาที่หนีหายเข้ากลีบเมฆนานนับปีได้อีกคดี

แม้ครั้งนี้คนร้ายไม่ใช่ฆาตกรโหดเหี้ยม แต่ก็เป็นคนอุกอาจขนาดปลอมแปลงเอกสารราชการคำสั่งศาล เพื่อฮุบเงินมรดกของผู้มีพระคุณ อกตัญญูต่อข้าวแดงแกงร้อนที่เคยเลี้ยงดูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

คดีนี้เป็นข่าวครึกโครมชั่วข้ามคืน เมื่อพ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ และพ.ต.ท.ชัยฏิภูมิ อำนวยชัย รอง ผกก.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน แถลงข่าวจับผู้ต้องหาปลอมและ ใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ที่กองปราบปราม ในวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาคือ นายณัฐชัย ศรีอิทยาวิทย์ อายุ 37 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชนเลขที่ 1041/35 ถ.เพลินจิต ซ.นายเลิศ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.462/2560 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2560

พ.ต.อ.ภูมินทร์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากน้องสาวของแม่บุญธรรมนายณัฐชัยเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ก่อนจะร้องต่อกองปราบปรามในเวลาต่อมา ว่านายณัฐชัยปลอมแปลงเอกสารราชการยักยอกเงินของพ่อแม่บุญธรรมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว รวมกว่า 20 ล้านบาท

พ.ต.ต.พงศ์พิทักษ์ บุญบำรุง สว.กก.5 บก.ป. เปิดเผยเบื้องหลังคดีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสาวเรื่องราวทั้งหมดจนทราบว่า พ่อแม่บุญธรรมของนายณัฐชัยมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี เพราะประกอบกิจการอาบอบนวดชื่อดัง แต่ทั้งคู่ไม่มีบุตรธิดาสืบสกุล จึงรับนายณัฐชัยมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังแบเบาะ

ผู้อุปการะทั้งคู่ต่างเลี้ยงดู นายณัฐชัยประหนึ่งบุตรในไส้ ให้การศึกษาเป็นอย่างดี ถึงขนาดส่งให้ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย

ต่อมาทั้งคู่ล้างมือในอ่างทองคำขายต่อกิจการอาบอบนวดทิ้งไป ทำให้มีเงินก้อนมหึมาเก็บไว้ใช้จ่ายยามแก่

หลังจากพ่อ-แม่บุญธรรมเสียชีวิตลงเมื่อปี 2558 และทิ้งมรดกไว้ก้อนโต ทั้งที่ดินย่านเพลินจิต และที่ จ.นครนายก รวมทั้งเครื่องเพชร-เครื่องทอง เงินฝากในหลายธนาคารประมาณ 40 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินในกองมรดกทั้งหมดกว่า 150 ล้านบาท

นายณัฐชัยก็กลับมาอยู่เมืองไทย โดยที่เรียนไม่จบอะไรกลับมา เมื่อกลับมา อยู่บ้าน ซ.นายเลิศ ก็มีน้องสาวของแม่บุญธรรมมาอยู่ด้วย

กระทั่งนายณัฐชัยเริ่มทราบว่าตนเองเป็นลูกเลี้ยง และก็กลัวว่าจะไม่มีส่วนในกองมรดก จึงร่วมกับพรรคพวกวางแผนปลอมพินัยกรรมและคำสั่งศาล

 

ด้วยการแปลงคำสั่งศาลในท่อนที่มีเนื้อหาสำคัญในบางส่วน เพื่อที่จะทำให้ตนเองมี ส่วนในกองมรดก แล้วนำคำสั่งศาลปลอม ดังกล่าวไปใช้ปิดบัญชีเงินฝากจากธนาคารต่างๆ หลายแห่ง

สาเหตุที่ทำให้ธนาคารยินยอมให้นาย ณัฐชัยปิดบัญชีเงินฝาก เป็นเพราะเครดิต ส่วนตัวของนายณัฐชัย เนื่องจากสมัยที่พ่อแม่บุญธรรมยังมีชีวิตอยู่เคยให้ไปติดต่อทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารเป็นประจำ

ประกอบกับเอกสารปลอมที่ทำมาก็น่าเชื่อถือ จนธนาคารยินยอมให้ถอนเงินไปได้มีตั้งแต่ 5 แสนบาทไปจนถึง 2 ล้านบาท รวมทั้งหมด 20 ล้านบาท

กระทั่งเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2560 ทางน้องสาวของแม่บุญธรรมพบเห็นความผิดปกติ จึงเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี ก่อนจะมาร้องขอให้กองปราบฯ ช่วยติดตามหาตัว

เนื่องจากตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นนายณัฐชัยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่พบความเคลื่อนไหวและติดต่อกับใครอีกเลย

ตำรวจต้องใช้เวลาตามสืบอยู่นานนับปี กระทั่งพบเบาะแสว่านายณัฐชัยนานๆ ครั้งจะติดต่อกับบุคคลใกล้ชิด จึงเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหว จนได้เบาะแสว่าเจ้าตัวหลบซ่อนอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ในซอยแบริ่ง 58 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดนส่วนใหญ่จะกบดานอยู่ที่ห้องพักไม่ออกไปไหน ในแต่ละวันจะมีคนคอยส่งอาหารให้เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงวางแผนบุกเข้าจับกุมตัวได้คาห้องพัก

จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า ผู้ต้องหายังมีหมายจับที่ยังไม่ถูกจับกุมรวม 3 คดี คือ หมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารทางราชการและใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกง

หมายจับของศาลจังหวัดพระโขนง และหมายจับศาลอาญา กรุงเทพใต้ ข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

เบื้องต้นสอบสวนนายณัฐชัยยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จะถูกจะผิดจะแก้ต่างอย่างไร ก็ต้องไปว่ากันบนศาลสถิตยุติธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน