สดจากสนามข่าว : ปิดคดีโจรหื่นสะพานลอย มีดจี้ชิงทรัพย์”แม่ค้าสาว” ลวนลามเหยื่อหวังขืนใจ

อดิษัยต์ พรวนพิมพ์ – สมศักดิ์ ชฎารัตน์ – เรื่อง/ภาพ

ยามที่ต้องเผชิญอันตราย สติเป็นสิ่งสำคัญ หากตั้งสติได้โอกาสรอดปลอดภัยก็ยิ่งมาก แต่หากสติหลุดก็ยากที่จะเอาตัวรอด โดยเฉพาะหญิงสาวเมื่อยามที่ต้องเผชิญหน้ากับโจรหื่น หลายคนแนะนำว่าหากคนร้ายมีอาวุธ เช่น ปืน มีด อย่าต่อสู้หรือขัดขืน ให้บอกว่ายอม หรือพูดคุยหาทางถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด หาเหตุผลมาอ้างเช่นเป็นเอดส์ หรือมีประจำเดือน แล้วต่อรองให้ทรัพย์สินไปเป็นต้น

วิธีการข้างต้นบางคนอาจค้านว่านาทีนั้นใครจะมีสติทำได้ แต่หญิงสาวหลายรายที่รอดพ้นเงื้อมมือโจรหื่นมาได้ ต่างให้ข้อมูลตรงกันคือต้องมีสติ

ล่าสุดเมื่อบ่ายวันที่ 4 ก.ค. ที่ สน.บุปผาราม พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า ผกก.สน.บุปผาราม พ.ต.ท.อุดมพล เอื้อศิลามงคล รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.สมมาตร วงษ์ดี สว.สส.และชุดสืบสวน

ร่วมกันแถลงจับกุม นายไพศาล มหนิรัติศัย หรือ ศาล อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรี เลขที่ 467/2561 ลงวันที่ 3 ก.ค. 61 ข้อหาชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ, ทำอนาจารแก่บุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีฯ และพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร

พร้อมของกลางมีดพับยาว 3 นิ้ว 1 เล่ม กระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบ และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ 1 ชุด โดยจับกุมตัวได้ที่ปากซอยสารภี 2 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.

พล.ต.ต.สัมฤทธิ์เล่าถึงที่มาที่ไปของคดีดังกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. วันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา น.ส.เปรี้ยว (นามสมมติ) อายุ 30 ปี อาชีพขายเสื้อผ้าออนไลน์ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ว่าถูกคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์และพยายามขืนใจ เหตุเกิดบนสะพานลอยคนข้ามปากซอยสารภี 2 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.


น.ส.เปรี้ยวให้การว่า มานั่งกินหมูจุ่มกับแฟนหนุ่ม ที่ถนนลาดหญ้า จากนั้นได้มีปากเสียงกัน จึงตัดสินใจลุกจากโต๊ะเดินเท้าหนีไปตามถนนลาดหญ้า ขึ้นสะพานลอยข้ามถนน ระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็คุยโทรศัพท์มือถือทะเลาะกับแฟนหนุ่มไปด้วย ทำให้ไม่ได้ระมัดระวังตัว จู่ๆ ก็มีคนร้ายเป็นชายรูปร่างสันทัด ลักษณะผมบาง ตามมาประกบกอดรัดจากทางด้านหลัง ใช้มีดพับปลายแหลมออกมาจี้ที่เอว ก่อนชิงทรัพย์เป็นเงินสด 1,000 บาท จากในกระเป๋าสตางค์ไป

“จากนั้นคนร้ายได้บังคับให้ถอดเสื้อ แล้วถลกเสื้อชั้นในลงและพยายามจะข่มขืนที่กลางสะพานลอยนั่นเอง แต่โชคดีที่ น.ส.เปรี้ยว มีสติสามารถใช้ไหวพริบ ชวนคนร้ายพูดคุยบ่ายเบี่ยงเพื่อยื้อเวลา โดยอ้างเหตุผลว่า เช่น เพิ่งผ่าตัดช่องท้องทำให้ยังมีอาการบาดเจ็บ และหากคนร้ายต้องการจะมีความสัมพันธ์ด้วยจริงๆ ก็ขอให้ไปเปิดโรงแรมและใส่ถุงยางอนามัยให้ถูกสุขลักษณะ จนสุดท้ายคนร้ายเกิดความรำคาญ ประกอบกับกลัวว่า จะมีชาวบ้านเดินขึ้นสะพานลอยมาพบ จึงตัดสินใจเดินลงจากสะพานลอยหลบหนีเข้าไปในซอยสารภี 2” พล.ต.ต.สัมฤทธิ์กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ภูมิยศกล่าวว่า หลังรับแจ้งความฝ่ายสืบสวนได้ลงพื้นที่ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเห็นภาพคนร้ายชัดเจน จึงทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายไพศาล เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. 61 ฝ่ายสืบสวนเคยเชิญตัวมาทำประวัติ และพาเข้าโครงการสมัครใจบำบัดยาเสพติดประเภทยาไอซ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

เมื่อนำภาพของนายไพศาลให้น.ส.เปรี้ยวดู ก็สามารถยืนยันตัวได้อย่างถูกต้อง จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติหมายจับ และจับกุมตัวได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน นายไพศาลให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ไม่มีครอบครัวและไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ใช้ชีวิตตามข้างถนน หัวลำโพง และท่าพระจันทร์ วันๆ จะหาพระปลอมราคาถูกๆ ตามตลาดพระท่าพระจันทร์เอาไปหลอกปล่อยให้ชาวบ้านเช่า หากได้เงินมาเยอะก็จะเปิดโรงแรมนอน ถ้าช่วงไหนไม่มีเงินก็จะอาศัยนอนตามชานชาลาสถานีรถไฟหัวลำโพง 

ก่อนเกิดเหตุไม่มีเงินติดตัว เห็นผู้เสียหายเดินคุยโทรศัพท์แบบไม่ทันระวังตัว จึงเข้าประกบแล้วลงมือก่อเหตุ ครั้งแรกไม่ได้คิดทำอนาจาร ที่ให้ถอดเสื้อก็เพราะหวังจะยื้อเวลาไม่ให้ผู้เสียหายวิ่งตามทันเท่านั้น แต่พอเห็นรูปร่างผู้เสียหายจึงเข้าไปลูบคลำ แต่ก็ไม่ได้ทำเกินเลยไปถึงขั้นข่มขืนกระทำชำเรา อยากขอโทษผู้เสียหายและขอสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป ว่าหลังจากนี้หากพ้นโทษออกมาจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องราวของน.ส.เปรี้ยว เป็นอุทาหรณ์ให้กับหญิงสาวทั้งหลายควรจดจำเอาไว้ วันหนึ่งวันใดหากพบเจอสถานการณ์เช่นเดียวกัน จะได้งัดออกมาใช้เพื่อเอาตัวรอดได้