สดจากสนามข่าว : ผ่าคดีพิชิต”โจรอุ้มหมา” 2ผัวเมียก่อคดีนาน15ปี ตร.ยึดเรียบบ้าน-รถหรู

นพรัตน์ คุ้มศรี – ภัทรพล แก้วสกุณี – พิรยุทธ นิ่มนนท์ – เรื่อง/ภาพ

ไม่น่าเชื่อว่าตลอดเวลา 15 ปี ที่สองผัวเมียบุญเรือง ฉายา “โจรอุ้มหมา” ร่วมกันตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์กันมา จนมีฐานะร่ำรวย มีรถ บ้านพักหรูหรา ทั้งคู่ยังไม่เคยพลาดท่าถูกจับกุมเลย

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต รอง ผบช.ภ.1 ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดทรัพย์สิน ของกลาง ที่ตรวจยึดได้จาก 2 ผัว-เมีย

ประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ ติดทะเบียนป้ายแดง ศ-4430 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว เลขทะเบียน 7 กฆ 5515 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นซิลฟี่ สีขาว เลขทะเบียน 5 กถ 2052 กรุงเทพมหานคร อาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. จำนวน 1 กระบอก

โทรศัพท์มือถือ 55 เครื่อง บัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต 10 ใบ นาฬิกาข้อมือ 20 เรือน กระเป๋าแบรนด์เนมจำนวน 55 ใบ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ บัตรประจำตัวข้าราชการ จำนวน 18 ใบ ตั๋วรับจำนำ 18 ใบ

นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับ อาทิ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล แหวน ต่างหู วัตถุมงคล พระเครื่อง จำนวนมาก รวมของกลางทั้งสิ้น 137 รายการ

โดยของกลางทั้งหมดตรวจยึดได้ภายในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ของ นายอภิชาติ บุญเรือง อายุ 42 ปี และ น.ส.อุษา เกษมณี หรือ ฑิญาตา บุญเรือง อายุ 38 ปี สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ โดยอุ้มสุนัขเบี่ยงเบนความสนใจของผู้เสียหาย จนได้ฉายาว่า “โจรอุ้มหมา” ทั้งคู่ตระเวนก่อเหตุในหลายท้องที่ ทั้งตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล มานาน 15 ปี มีผู้เสียหายกว่า 44 ราย มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเปิดเผยที่มาที่ไปว่า สืบเนื่องวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 09.30 น. เกิดเหตุคนร้ายเป็นชายและหญิงอุ้มสุนัขเข้าไปลักทรัพย์ ที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร อาคารพาณิชย์เลขที่ 99/14 ถนนปทุมฯ-กรุงเทพฯ ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ของน.ส.รสสุคนธ์ วิมูลชาติ อายุ 50 ปี

ได้ทรัพย์สินเป็นทองรูปพรรณหลายรายการ น้ำหนักรวม 20 บาท และเงินสดจำนวน 30,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 4 แสนบาท


สำหรับพฤติการณ์ของคนร้ายในคดีนี้ ร่วมกันก่อเหตุ 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน ใช้รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ ติดทะเบียนป้ายแดงเป็นพาหนะในการก่อเหตุ ตระเวนลักทรัพย์ตามร้านค้า โดยใช้อุบายทำทีเป็นลูกค้าเข้ามาชวนพูดคุยตีสนิท แล้วสั่งซื้อของจำนวนมากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จากนั้นฉวยโอกาสขณะเหยื่อจัดเตรียมสินค้า และไม่ได้เฝ้าระวังทรัพย์สินของตนเอง ลักทรัพย์แล้วหลบหนีไป

ภายหลังเกิดเหตุชุดสืบสวนนำพฤติการณ์การก่อเหตุของคนร้ายมาเทียบเคียงกับคดีอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คนร้ายอุ้มหมาเข้ามาใช้เบี่ยงเบนความสนใจของคนร้าย จนพบว่ามีคดีเกิดขึ้นเป็นจำนวนหลายสิบคดี เมื่อนำข้อมูลมาปะติดปะต่อกัน จนสืบทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายอภิชาติ และ น.ส.อุษา ทั้งนี้ พบว่าทั้งคู่เคยถูกออกหมายจับไว้แล้ว จำนวนหลายท้องที่ โดยนายอภิชาติมีหมายจับลักทรัพย์จำนวน 8 หมาย ส่วนน.ส.อุษามีหมายจับ 6 หมาย ในข้อหาเดียวกัน ทั้งในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ภาค 2 ภาค 7 และนครบาล

กระทั่งมีการบุกเข้าตรวจค้นที่บ้านของทั้งคู่ แต่ก็พบว่าได้ไหวตัวเผ่นไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง จึงได้ยึดของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบ 

ผ่านมาอีก 2 วัน ตำรวจก็บุกจับทั้งคู่ได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ภายในซอยพหลโยธิน 52 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ จึงนำตัวมาสอบสวนที่บช.ภ.1 โดยน.ส.อุษายังได้อุ้มสุนัขพันธุ์ชิสุที่เพิ่งซื้อมาเลี้ยงมาด้วย แต่สุนัขตัวนี้ยังไม่เคยพาไปก่อเหตุ ส่วนสุนัขที่ใช้ก่อเหตุนั้นได้ฝากญาติเลี้ยงไว้

ขณะที่พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเดินทางมาสอบปากคำ ก่อนเปิดเผยว่า ทั้งคู่ให้การรับสารภาพ โดยช่วงแรกจะใช้วิธีอุ้มลูกสาวเข้าไปในร้านขายของต่างๆ เบี่ยงเบนความสนใจ เมื่อเจ้าบ้านเผลอก็จะเข้าไปขโมยทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว ต่อมาเมื่อลูกสาวโตขึ้นก็เปลี่ยนวิธีมาใช้สุนัขในการก่อเหตุแทน ก่อเหตุเฉลี่ย 10 ครั้งใน 1 เดือน ทำมานานกว่า 15 ปี ส่วนทรัพย์สินที่ได้ก็จะนำไปจำนำหรือขาย และนำเงินที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ด้านพล.ต.ท.สุวัฒน์กล่าวถึงเทคนิคที่ 2 ผัวเมียใช้หลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ผู้ต้องหาจะใช้ใบขับขี่และบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน และใช้ชื่อของบุคคลอื่นในการแสดงตัวทุกครั้งที่ถูกตำรวจเรียกตรวจ อีกทั้งยังย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ อาทิ รถยนต์ บ้าน และห้องเช่า ก็จะใช้ชื่อของบุคคลอื่นทั้งหมด

เบื้องต้นตำรวจจะตรวจสอบว่าคนร้ายได้นำทรัพย์สินที่ได้มากว่า 10 ล้านบาทไปเก็บไว้ที่ใด โดยจะใช้กฎหมายการฟอกเงินเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหา เพื่อนำมาคืนให้ผู้เสียหาย ขณะนี้สามารถออกหมายจับได้แล้วรวม 17 หมาย อยู่ระหว่างการตรวจสอบญาติที่พาผู้ต้องหาหลบหนี 

อีกบทพิสูจน์ที่ว่า ไม่มีโจรคนใดจะรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องถูกตำรวจจับกุมเข้าสักวัน