คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
สมศักดิ์ ชฎารัตน์
พนม คงเจริญ
พิรยุทธ นิ่มนนท์
เรื่องภาพ
ของปลอมของไม่จริงหรือจะมาสู้ของแท้ของจริงได้ เรื่องโกหก เรื่องไม่จริงก็เช่นกัน เล่าอย่างไร ก็ต้องมีข้อสงสัยในความไม่สอดคล้องรับกันของเหตุและผล ตำรวจที่ชำนาญเพียงฟังเรื่องราวครั้งแรก ก็รับรู้ได้ถึงความไม่สมเหตุสมผล
เช่นกรณีของ นายรวิสรา (สงวนนามสกุล) นักศึกษาสาวประเภทสอง ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัยหญิงสาว เป็นเหตุการณ์ที่ตนเอง ถูกคนทำร้ายกลางดึกของคืนวันที่ 27 ก.พ. บริเวณตลาดโชคชัย 4 แขวงและเขตวังทอง หลาง กรุงเทพมหานคร ว่า โดนจี้และโดนทำ ร้ายร่างกาย ผู้ชาย 4 คน รุมทำร้าย จนมีอาการศีรษะบวม หน้าแก้มซ้ายบวม จมูกเคลื่อน ไหล่ข้างขวาช้ำ นอกจากนี้ยังเสียโทรศัพท์ไปอีก 1 เครื่อง
โพสต์ดังกล่าวมีการแชร์ส่งต่อๆ กัน หลังเป็นข่าววันที่ 1 มี.ค. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 ก็สั่งให้ตรวจสอบก่อน พบว่าเจ้าตัวไม่ได้แจ้งความ จึงสั่งให้ พ.ต.ท.อลงกรณ์ ศิริสงคราม รอง ผกก.(สอบสวน) สน.โชคชัย เชิญตัวมาสอบปากคำถึงเรื่องราวและแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้าย
ขณะเดียวกันนายรวิสรา ตอนแรกให้การเป็นเรื่องเป็นราวว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังเดินเท้าจากตลาดโชคชัย 4 เพื่อไปยังร้านมอนติคาโร ย่านเลียบด่วน-รามอินทรา ก่อนที่จะถูกฉุดกระชากไปทำร้ายร่างกาย ทุบบริเวณศีรษะ และบอกให้ยื่นโทรศัพท์ให้ ซึ่งเป็นไปตามที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก
แต่ต่อมาเจ้าตัวก็กลับคำโดยรับว่ารู้จักกับหนึ่งในกลุ่มคนร้าย ผ่านแอพพลิเคชั่นวีแช็ต โดยพูดคุยกันมา 2 วันและได้นัดพบกันที่ตลาดโชคชัย 4 แต่เมื่อเจอกันปรากฏว่าคนร้ายที่นัดเจอกันมีหน้าตาไม่ตรงตามรูปในแอพฯ จึงได้พยายามเดินหนี ก่อนที่กลุ่มคนร้ายได้เข้ามารุมทำร้าย ใช้ก้อนหินทุบและขู่ฆ่าด้วยการจะจับโยนน้ำเพื่อให้เสียชีวิตด้วย ก่อนจะแย่งเอาโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นแกแล็กซีแกรนด์ สีขาว ของตนไป
“ตอนนั้นหนูกลัวมาก ยกมือไหว้ร้องขอชีวิต คนร้ายจึงบอกว่าให้เวลา 5 นาที ให้วิ่งหลบหนีไปถ้าเจอจะใช้ปืนยิงให้ตาย หนูเลยวิ่งหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากร้านลาบ จนรอดชีวิตมาได้” นายรวิสราให้การ
ภายหลังจากทราบรายละเอียด พล.ต.ต. นันทชาติสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบ สวนเร่งลงพื้นที่ ตรวจสอบหาพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายทันที จนพบข้อ พิรุธหลายอย่างซึ่งไม่ตรงกับคำให้การของนายรวิสรา ผู้เสียหายที่ได้ให้การเอาไว้ โดยเฉพาะประเด็นที่อ้างว่าทะเลาะกันเพราะ ไม่ถูกใจหน้าตาของคนร้าย และประเด็นข้อมูลการแช็ตคุยกันก่อนเกิดเหตุตามที่เจ้า ตัวอ้าง
ตำรวจจึงเชิญตัวมาสอบอีกครั้งจนรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว จนทำให้สามารถรู้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุทั้งหมด
วันที่ 10 มี.ค. พล.ต.ต.นันทชาติก็นำตัวกลุ่มผู้ต้องหา 5 คนที่ก่อเหตุทำร้ายนายรวิสรา มาแถลงต่อสื่อมวลชน หลังติดตามจับกุมตัวได้ทั้งหมด ประกอบด้วย นายโม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ลูกครึ่งไทย-จอร์แดน อาชีพนายแบบ โฆษณารถจยย.ยี่ห้อหนึ่ง นายโอเว่น (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ส่วนอีก 3 คนเป็นเยาวชน อายุ 13-16 ปี

พล.ต.ต.นันทชาติเผยว่า ทางตำรวจเราสอบสวนนายรวิสรา จนพบข้อพิรุธหลายอย่าง กระทั่งนายรวิสรารับว่าให้ข้อมูลบางอย่างไม่เป็นข้อเท็จจริงกับทางเจ้าหน้าที่ จึง ได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งความอันเป็นเท็จ ต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งฟ้องศาลไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ศาลสั่งจำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาท แต่โทษให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง บริการสังคม 24 ช.ม. หลังจากนี้ จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่นายโม ตัวต้นเหตุของเรื่องกล่าวว่า ตนทำงานอยู่บาร์โฮส ก่อนเกิดเหตุดื่มเหล้าจนเมามากแล้วเดินออกมาจากร้านจะกลับบ้าน ในสภาพเมาแบบไม่รู้ตัว จากนั้นก็พบนายรวิสราผู้เสียหาย ก่อนจะขึ้นแท็กซี่ไปด้วยกัน
ตอนนั้นตนหลับมาตลอดทาง จนตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนเปลือยกายอยู่ในห้องของนายรวิสรา โดยเจ้าตัวก็นอนอยู่ข้างๆ ด้วย ตนจึงสอบถามว่าทำอะไรตนหรือเปล่า แต่นายรวิสราก็ไม่ตอบ นอกจากนี้ยังบอก ว่าได้ถ่ายรูปตนตอนที่เปลือยไว้แล้วเพื่อจะแบล็กเมล์ ว่าจะนำไปโพสต์ตามโซเชี่ยล แต่ไม่ได้บอกว่าต้องการอะไร ตนจึงขอให้ลบรูปแต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมลบ แถมยังขอเบอร์มือถือและไลน์ของตนเอาไว้
“ผมก็ไม่รู้ว่ามีรูปเปลือยของผมอยู่จริงหรือเปล่า หลังจากนั้นด้วยความกลัวว่าภาพจะหลุดไป จึงนัดเขามาที่ตลาดโชคชัย 4 เพื่อขอให้ลบรูปภาพทั้งหมด แต่เขาไม่ยอม จึงให้เพื่อนและรุ่นน้องรุมทำร้าย พร้อมแย่งโทรศัพท์มือถือมาได้ ก่อนบังคับให้เขาวิ่งหนี เพราะกลัวจะเห็นหน้าเพื่อนและน้อง ผมไม่ได้ตั้งใจทำร้ายแค่ต้องการให้ลบข้อมูลในโทรศัพท์แค่นั้น กระทั่งมาถูกตำรวจตามจับ” นายโมกล่าว
แม้นมูลเหตุของเรื่องราวจะไม่ถูกต้อง ตรงกัน แต่ที่ตรงกันคือทั้งหมดร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและเอามือถือไปจริง ทั้งหมดจึงถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายและร่วมกันชิงทรัพย์” ก่อนถูกส่งตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป