ย้อนคดีศพสยองเขาขาด ทุบฆ่าหนุ่มม้าทรงทิ้งป่า ตร.ภูเก็ตล่า-จับ4คนร้าย : สดจากสนามข่าว
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ นับเป็นหลักฐานสำคัญในการไขคดี ที่ตำรวจสืบสวนในยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพยานบุคคล เพราะวิทยาศาสตร์นั้นไม่เคยโกหก
วันที่ 2 มิ.ย. พ.ต.อ.นิกร สมสุข ผกก.สภ.วิชิต จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.ศิริวัฒน์ อินทร์ยิ้ม รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ หนูผึ้ง รองผกก.พิสูจน์หลักฐานจังหวัดภูเก็ต ร.ต.อ.ชาตรี ชูวิเชียร รองสว.(สอบสวน) สภ.วิชิต พร้อมด้วยนายมนัส สามารถ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.วิชิต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต รุดไปตรวจสอบศพชายนิรนาม บริเวณป่าใกล้จุดชมวิวเขาขาด ริมถนนสายบ่อแร่-เขาขาด ม.6 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต
ที่เกิดเหตุใต้ต้นไทรขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี ห่างจากถนนลงไปในหุบเหว เป็นป่าซึ่งมีความลาดชันราว 10 เมตร เจ้าหน้าที่ พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยจนเริ่มเห็นกระดูก กะโหลกโผล่ สวมเสื้อแจ๊กเกตสีฟ้า มีโลโก้ด้านหลังระบุคำว่า “ลูกพระมงกุฎ” กางเกงผ้า 3 ส่วน สีน้ำตาล ยี่ห้อ Auto sport ที่ขาพบเชือกไนลอนสีแดงผูกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง ที่นิ้วกลางข้างขวาสวมแหวนเงินมีหัวเป็นหินสีน้ำตาล ตรวจสอบภายในกระเป๋าเสื้อและกางเกงไม่พบหลักฐานเอกสารติดตัว คาดว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่นำศพส่งชันสูตรที่ร.พ.วชิระภูเก็ต

ผู้ต้องหา
พ.ต.อ.นิกรสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต ลงพื้นที่ ตรวจสอบและติดตามตัวให้ทราบว่าผู้เสียชีวิตคือใคร พร้อมประสานข้อมูลการแจ้งคนหายทั้งในพื้นที่ และในจังหวัดภูเก็ต ไม่นานก็พบว่า มีประวัติบุคคลสูญหายซึ่งใกล้เคียงกับศพที่พบ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า จะใช่คนเดียวกันหรือไม่ หากทราบว่า ผู้เสียชีวิตคือใคร จะสามารถคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สั่งการให้เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาเบาะแส
ส่วนสาเหตุตำรวจยังไม่สรุปชัดเจน แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจถูกทำร้ายจนเสียชีวิตก่อนนำศพมาทิ้งอำพราง
วันเดียวกันพนักงานสอบสวน สภ.วิชิต เชิญญาติๆ และเพื่อนๆ ของผู้ที่มีการแจ้งบุคคลสูญหายไว้เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา มาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ ทำให้ทราบชื่อ ผู้ตายคือ นายสถาพร ยินดี หรือ เต็กอ้าน อายุ 24 ปี ที่หายตัวออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. ญาติๆ ได้ลงประกาศตามหาในโลกโซเชี่ยล

นายสถาพร ยินดี ผู้ตาย
โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพร้อมทั้งเชิญไปดูทรัพย์สิน ที่ติดตัวมากับศพที่พบ ซึ่งญาติๆยืนยันว่าเสื้อและแหวนที่ใส่เป็นของนายสถาพร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากศพ และตัวอย่างดีเอ็นเอของญาติใกล้ชิดไปตรวจสอบ ว่าตรงกันหรือไม่ เพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด
สำหรับนายสถาพร เคยตกเป็นข่าวดังเมื่อช่วงเดือนก.ย. ปี’57 ซึ่งนายสถาพรเป็นม้าทรงของศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่ร่วมพิธีแห่พระรอบเมือง เทศกาลถือศีลกินเจ จ.ภูเก็ตประจำปี 2557 โดยเจ้าตัวใช้ดาบซามูไร 2 เล่ม แทงเข้าที่แก้มทั้ง 2 ข้าง แต่ด้ามของดาบเล่มหนึ่งติดแน่นไม่สามารถดึงออกได้ ขณะที่คมดาบพลาดไปบาดเส้นเลือดใหญ่จนเสียเลือดมาก พี่เลี้ยงต้องตามเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตมาช่วยเหลือ นำเลื่อยเหล็กมาตัดปลอกดาบที่ติดอยู่ออก ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

นำศพส่งชันสูตร
ภายหลังพบศพเพียงแค่ 2 วัน ตำรวจก็จับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ โดยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. พ.ต.อ.วิทูรย์ กองสุดใจ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิกร สมสุข ผกก.สภ.วิชิต พ.ต.อ.ประวิทย์ เอ้งฉ้วน ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ร่วมกันแถลงความคืบหน้า หลังเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ทั้ง 4 รายมาได้
พ.ต.อ.วิทูรย์เปิดเผยว่า พล.ต.ท. พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผบช.ภ.8 สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตเร่งรัดติดตามคดี เนื่องจากเป็นคดีสำคัญและสะเทือนขวัญ กระทั่งจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 4 ราย ประกอบด้วย นายศุกลพงศ์ แก้วสุวรรณ อายุ 27 ปี นายพีรวัฒน์ แซ่หว่อง อายุ 28 ปี นายสุกเร จิตร์นารี อายุ 27 ปี และนายนฤเบศร์ เพชรมาก อายุ 20 ปี
พร้อมยึดรถยนต์ตู้ยี่ห้อฮุนได รุ่นเอชวัน สีดำ หมายเลขทะเบียน นข 7918 ภูเก็ต ซึ่งผู้ต้องหาใช้นำศพไปทิ้ง และอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ ประกอบด้วย ไม้เบสบอล ถุงมือ และเสื้อผ้า
ด้านพ.ต.อ.ประวิทย์กล่าวว่า แม้ว่าทั้งสี่ยังให้การปฏิเสธ แต่จากการสืบสวนมีข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตและผู้ก่อเหตุทั้งหมดเป็นเพื่อนคบหาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน และมีการท้าทายกันไปมา โดยฝ่ายผู้ก่อเหตุอ้างว่าถูกผู้ตายขู่ฆ่า จึงให้เพื่อนอีกคนลวงผู้ตายมาที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ฉลอง ก่อนที่ผู้ต้องหา 1 ใน 4 จะใช้กระบองตีจนสลบ และเสียชีวิต แล้วนำศพขึ้นรถขับไปทิ้ง โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 16 มี.ค. กระทั่งมีผู้ไปพบศพเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. รวมระยะเวลากว่า 2 เดือน
พนักงานสอบสวน สภ.วิชิต ยังต้องสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็มีเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งที่บ้านจุดเกิดเหตุใน ต.ฉลอง และอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ เพื่อเป็นหลักฐานเชื่อมโยงในการดำเนินคดีฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือสาเหตุแห่งการตาย”
จะพูดปฏิเสธยังไงก็ได้ แต่ก็หนีความจริงที่พิสูจน์ด้วยวิธีการนิติวิทยาศาสตร์ไปไม่ได้แน่นอน