ผ่าคดีโจรปล้นทอง8ล้าน จับแล้ว2จนมุมกลางถนน ประสานล่าอีก2-เผ่นลาว

ผ่าคดีโจรปล้นทอง8ล้าน 

จับแล้ว2จนมุมกลางถนน 

ประสานล่าอีก2-เผ่นลาว

คอลัมน์ สดจากสนามข่าว

ผ่าคดีโจรปล้นทอง8ล้าน จับแล้ว2จนมุมกลางถนน ประสานล่าอีก2-เผ่นลาว – โลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน แม้แต่แผนการที่ว่าวางมาอย่างดีแล้วก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอ ย้อนไปเมื่อค่ำวันที่ 26 ก.ค. พ.ต.ท. จิรัฎเกียรติ ศรวิเศษ สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น รับแจ้งเหตุคนร้าย ชิงทรัพย์ร้านทองแม่ทองพูล สาขาห้าง บิ๊กซี ขอนแก่น จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขต ฮามคำไพ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ขอนแก่น และ บก.สส.ภาค 4

เมื่อไปถึงพบพนักงานขายทองผู้หญิงของร้านอยู่ในอาการตกใจ ให้การว่าคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใส่หมวกแก๊ปและสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาช่วงที่ไม่มีลูกค้า จากนั้นชักอาวุธปืนลูกโม่ออกมาจ่อหน้าผากแล้วพูดว่า “หยุด อย่าขัดขืน” พร้อมกับบอกให้หมอบลง

ภาพวงจรปิด

ทำให้พนักงานในร้านต่างแตกตื่นวิ่งไปหลบ รวมทั้งลูกค้าของห้างก็หนีหาที่หลบคนละทิศคนละทาง จากนั้นคนร้ายกวาดเอาสร้อยคอทองคำในถาดน้ำหนัก 3 บาท และ 10 บาท รวมทั้งสร้อยข้อมือน้ำหนัก 3 บาทถึง 5 บาท แล้วพากันหลบหนีไป โดยใช้เวลาเพียง 1 นาทีก็กวาดทองไปถึง 437 บาท มูลค่าร่วม 8 ล้านบาท

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขตสั่งระดมตำรวจชุดสืบสวนแกะรอยหาตัวคนร้าย ซึ่งจากการสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์และตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทราบว่าคนร้ายทั้ง 2 คนเป็นชายผิวดำแดง สูงประมาณ 160-170 ซ.ม. ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน

จดหมายสัญญาใจ

โดยได้จอดรถไว้ที่หลังห้างสรรพสินค้า จากนั้นได้ขึ้นมาดูลาดเลาและนั่งทานข้าวอยู่บริเวณโซนอาหาร กระทั่งถึงเวลาประมาณ 19.30 น. เมื่อเห็นว่าบริเวณหน้าร้านทองไม่มีคนพลุกพล่าน จึงเดินเข้ามาก่อเหตุแล้วหลบหนีไป ต่อมาตำรวจพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดทิ้งไว้ภายในป่าสาธารณะ ภายในชุมชนศรีฐาน เขตเทศบาลนครขอนแก่น ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 1 ก.ม. ขณะนี้จัดกำลังตำรวจสืบสวนสอบสวนออกเป็นชุดๆ เพื่อหาเบาะแสคนร้ายและเส้นทางที่ใช้หลบหนี

ในที่สุดคนร้ายก็พลาด เมื่อวันที่ 28 ก.ค. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากห้างทองแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ ว่ามีผู้นำสร้อยทอง 5 บาทมาขายในราคา 9 หมื่นบาท แต่เจ้าของร้านพบพิรุธ ตรงที่ทองดังกล่าวมีป้ายราคาติดอยู่ จึงตรวจสอบย้อนกลับไปที่ร้านทองแม่ทองพูล จนได้รับการยืนยันว่าเป็นทองที่ถูกก่อเหตุมา โดยคนร้ายใช้รถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน บล 6213 อุดรธานี

นาทีจับกลางถนน

ชุดสืบสวนรีบลงพื้นที่ติดตามหารถต้องสงสัยตามที่ได้เบาะแสทันที โดยตรวจสอบชื่อผู้ครอบครอง คือนางจันทรจร จึงนำกำลังเดินทางไปที่บ้าน แต่ไม่พบ โดย นางจันทรจรเผยว่า นายไพรวัลย์ ยาบัญฑิต สามี กับเพื่อนขับรถออกจาก บ้านไปตั้งแต่เช้า

ต่อมาตำรวจเจอรถคันดังกล่าวอยู่ใกล้ สี่แยกไฟแดง ใจกลางเมืองอุดรธานี ปฏิบัติการบุกจับกุมเปิดฉากเริ่มขึ้นทันทีที่รถติดสัญญาณไฟแดง ชาย 2 คนในรถยินยอม ให้จับแต่โดยดี สอบสวนทราบชื่อคือ นาย สุพจน์ เทศรังษี ชาว จ.ชัยภูมิ และ นาย ไพรวัลย์ ยาบัญฑิต ชาว จ.อุดรธานี

สอบสวนทั้งคู่ให้การว่า ผู้ที่ลงมือก่อเหตุคือ นายชัยมงคล ใจบุญอุปถัมภ์ และ ส.อ.เรืองศักดิ์ พันธ์ทอง อดีตทหาร ซึ่งหลบหนีไปซ่อนที่บ้านภรรยาของส.อ. เรืองศักดิ์ ที่สปป.ลาวแล้ว ส่วนทั้งคู่เป็น เพียงคนขับรถไปส่งโดยได้ค่าจ้างคนละ 20,000 บาท เบื้องต้นพบว่านายชัยมงคลเคยก่อเหตุปล้นร้านทองกิมโต๊ะกังเยาวราช ปี 2552 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน

ขณะที่ส.อ.เรืองศักดิ์ก็มีประวัติก่อเหตุมาแล้วเช่นกัน

ตํารวจนำตัวทั้ง นายสุพจน์ นายไพรวัลย์ และ นางจันทรจร มาสอบเค้นที่ สภ.เมืองขอนแก่น จนรู้ว่าหลังก่อเหตุนาย สุพจน์ นายไพรวัลย์ นายชัยมงคล และส.อ.เรืองศักดิ์ ขับรถกลับไปที่บ้านที่ จ.ชัยภูมิ จากนั้นได้แบ่งทองให้กับคนสนิทไปบางส่วน ทองอีกจำนวนหนึ่งนำไปใส่ไหฝังดินเอาไว้ที่สวนยางของแม่ยายนายชัยมงคล

จนกระทั่งเช้าจึงให้นายสุพจน์และนายไพรวัลย์ขับรถพาไปขายทองและพาไปส่งที่ริมแม่น้ำโขงใน อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ก่อนหลบหนีข้ามไป สปป.ลาว

หลังสอบสวนตำรวจตามไปขุดไหที่ฝังทองได้สร้อยทองของกลางจำนวน 202 บาท โดยในไหยังพบจดหมายที่นายชัยมงคลเขียนเป็นคำมั่นสัญญาข้อความว่า “อ้าย ความรักความจริงใจ ความซื่อตรงต่อกัน คือหัวใจของการคบกันระหว่างเราสองพี่น้อง ถ้าพี่มาเปิดไหนี้ก่อน แทนที่จะมาเปิดพร้อมกัน นั้นก็แสดงว่าพี่ไม่ซื่อตรงต่อกัน ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นแบบนั้นเลย ผมรักและเชื่อใจพี่นะครับ”

คุมตัวส่งฝากขัง

พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขตเปิดเผยว่า ได้ ส่งชุดสืบสวนเดินทางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว เพื่อติดตามจับกุมตัว 2 คนร้ายที่หนีการจับกุมไป ซึ่งตำรวจพบเบาะแสว่าทั้ง 2 คนไปหลบซ่อนอยู่ที่บ้านของภรรยาส.อ.เรืองศักดิ์ คาดว่าจะสามารถนำตัวกลับมารับโทษได้ในเร็วๆ นี้

ขณะที่นายสุพจน์และนายไพรวัลย์ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์และรับของโจร ส่วนนางจันทรจรได้รับสร้อยคอทองจากผู้ต้องหาด้วย จึงถูกแจ้งข้อหารับของโจร

แม้จะยังจับกุมหัวโจกไม่ได้ แต่ก็ เปรียบเสมือนได้ถูกลากออกจากที่มืดมา อยู่ในที่แจ้งเสียแล้ว สุดท้ายก็ไม่น่ารอดฝีมือตำรวจไทย

บทความก่อนหน้านี้ลูกยางไทย วัดใจ เกาหลีใต้ ชิงเจ้าภาพจัด วอลเลย์บอล โอลิมปิกเกมส์ 2020 รอบคัดเลือก
บทความถัดไปฉุนกระเป๋ารถเมล์! ผู้โดยสารหัวร้อน ปัดเงิน-ตามด่าเอาเรื่อง พลเมืองดีห้ามถูกแทงเจ็บ