ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’ อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่

อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ. : คอลัมน์ สดจากสนามข่าว

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ. – ทําเอาตำรวจท้องที่ถึงนั่งไม่ติด หลังนักศึกษาสาวอาชีวะแห่งหนึ่ง อายุ 16 ปี เข้าแจ้งความกับ สภ.สตึก ว่า ถูกชายอายุ 45-50 ปี รูปร่างสันทัด ผิวดำแดง ผมสั้นเกรียน สูง 170-180 ซ.ม. แต่งกายภูมิฐาน สวมเสื้อแขนสั้นสีขาวข้างใน สวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำคลุมทับ ใส่กางเกงขายาวสีดำ ขับรถเก๋งสีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.
จนมุมคาบ้าน

น.ศ.สาวเล่าว่า คนร้ายขับรถเก๋งปาดหน้ารถจักรยานยนต์ขณะขี่รถกลับบ้าน แล้วอ้างตัวเป็นตำรวจ ทำทีขอตรวจใบขับขี่และตรวจค้นยาเสพติด ก่อนบังคับเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในโกดังร้างบ้านตลาด ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. เวลาประมาณ 11.00 น.

ด้วยพฤติกรรมเป็นภัยสังคมประการหนึ่ง อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้หน่วยงานเสียชื่อเสียงประการหนึ่ง อีกทั้งเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปพบว่าการก่อเหตุลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.
ทำแผนฯ ที่เกิดเหตุ

โดยคนร้ายที่คาดว่าจะเป็นคนเดียวกันยังก่อเหตุกับนักเรียนหญิงชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในท้องที่ ต.ดงพลอง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ใกล้เคียงกันและพฤติกรรมก่อเหตุคล้ายกัน แต่รายหลังไม่ถูกข่มขืน แต่ถูกลวนลามโดยการใช้มือจับหน้าอก นอกจากนี้ยังมีเหยื่ออีก 2 รายโผล่ให้ข้อมูลว่าเคยถูกก่อเหตุลวนลามจับหน้าอก โดยชายที่อ้างเป็นตำรวจขอตรวจค้น ขณะขี่จยย.อยู่บนถนนบริเวณใกล้เคียงกันอีกด้วย

พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผกก.สภ.สตึก จึงสั่งการให้ พ.ต.ท. สามารถ หมายสม สารวัตรสืบสวนสอบสวน สภ.สตึก ระดมกำลังชุดสืบออกติดตามไล่ล่าคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วเพราะถือเป็นบุคคลอันตรายเป็นภัยต่อสังคม

จากการแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายก่อเหตุ ทำให้ทราบเบาะแสของคนร้าย รายนี้ กระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานพอให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์อนุมัติออกหมายจับนายสฐาน อ่อนดีกุล อายุ 54 ปี ชาว ต.ท่าสนวน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เมื่อเย็นวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหากระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษ ร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และพรากผู้เยาว์

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.
ชาวบ้านตะโกนด่า

เช้าวันที่ 4 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สตึก นำหมายศาลจังหวัดบุรีรัมย์เข้าจับกุมตัวนายสฐาน อ่อนดีกุล อายุ 54 ปี ผู้ต้องหา ที่บ้านภรรยา ใน ต.สระบัว อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด พร้อมของกลางรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน ที่ใช้ก่อเหตุ พร้อมแผ่นป้ายทะเบียน ขษ-839 เชียงใหม่ ที่ซ่อนไว้ในรถ เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ รวมถึงสร้อยพระเลี่ยมทองและกำไลทองคำ

นายสฐานให้การภาคเสธ โดยรับว่าเป็นบุคคลที่ถูกเด็กกล่าวอ้างจริง แต่ไม่ได้ข่มขืน เพียงแค่เอาอวัยวะเพศของตนไปวางไว้ที่อวัยวะเพศของเด็กเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น ยังไม่มีการสอดใส่ ส่วนกรณีเด็กหญิงอายุ 14 ปี ยอมรับว่าพาไปจริง แต่เด็กร้องไห้ก่อนจึงปล่อยตัวไป ไม่ได้กระทำอนาจาร

แต่เมื่อ น.ส.เอ (นามสมมติ) น.ศ.สาวเข้าชี้ตัวผู้ต้องหา โดยน.ส.เอชี้ตัวนายสฐานว่าเป็นคนกระทำชำเราตนเอง เพราะช่วงเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน เจ้าตัวก็รับสารภาพหลังจำนนด้วยหลักฐาน

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.
เหยื่อสาวชี้ที่เกิดเหตุ

ส่วนสาเหตุที่เข้ามาในเขตพื้นที่ อ.สตึก และ อ.แคนดง ไม่ได้ตั้งใจมาก่อเหตุ แต่มักเดินทางมาดูการชนไก่ที่บ่อนไก่ อ.แคนดง เป็นประจำ จึงพอรู้เส้นทางและเห็นเด็กหญิง จึงต้องการปรามเรื่องการใส่หมวกกันน็อกเลยอ้างว่าเป็นตำรวจ

ต่อมา พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผู้กำกับการ สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ พร้อม พ.ต.อ.วชิรวิทย์ วรรณธานี ผู้กำกับการ สภ.แคนดง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบควบคุมตัวนายสฐานไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุทั้ง 2 ท้องที่

ย้อนคดีจับ‘ชายหัวเกรียน’อ้างเป็นตร.ค้นยา-ตรวจฉี่อุ้มขืนใจนศ.-อนาจารดญ.
ยืนให้เหยื่อชี้ตัว

ขณะทำแผนฯ ญาติพี่น้องผู้เสียหายทั้ง 2 ราย รวมทั้งชาวบ้านที่ทราบข่าวมาเฝ้ารอการทำแผนฯ และรอดูโฉม หน้าผู้ต้องหาจำนวนมาก ต่างตะโกนสาปแช่งผู้ต้องหาด้วยความโกรธแค้นพร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ลงโทษสถานหนัก หากเป็นไปได้อยากให้ประหารชีวิต หากปล่อยออกมาจะเป็นภัยสังคม ลูกหลานก็จะไม่ปลอดภัย

พ.ต.อ.สัมภาษณ์กล่าวยืนยันว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไม่ใช่ตำรวจ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนและเยาวชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นตำรวจ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อหากเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริงต้องพกบัตรแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ชัดเจน

เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายที่ต้องถูกขจัดออกจากสังคม

สุรชัย พิรักษา

เรืองรุจ วังแจ่ม

เรื่อง/ภาพ

บทความก่อนหน้านี้แก้วิปริตกับมาร์ค
บทความถัดไปสุราษฎร์ฯฝนหนัก น้ำล้นคลอง ท่วมถนน – บ้าน2ตายาย ระดมช่วยขนของหนี