เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย สั่งย้ายชั่วคราว‘คณากร’ ตั้งกก.สอบวินัยปมยิงตัว

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย สั่งย้ายชั่วคราว‘คณากร’ ตั้งกก.สอบวินัยปมยิงตัว

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย – กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ สำหรับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในศาลยุติธรรม หลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นการยิงตัวเองของ นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย
ศาลจันทบุรี

ต่อมาก็เป็นกรณีผู้ต้องขังคดียาเสพติดใช้อาวุธปืนและมีดทำร้ายตำรวจศาล แหกศาลออกมาได้สำเร็จ แม้สุดท้ายจะถูกติดตามจับกุมได้สำเร็จ

ที่รุนแรงที่สุดก็คงหนีไม่พ้นที่ศาลจันทบุรี ในเหตุการณ์ที่ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ นายตำรวจเกษียณ ที่ตกเป็นจำเลยในคดีปลอมแปลงเอกสาร อันมีผลต่อเนื่องมาจากคดีที่ดินมรดก

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย
พล.ต.ต.ธารินทร์

โดย พล.ต.ต.ธารินทร์ใช้ปืนที่แอบนำเข้าไป กราดยิงใส่ทนายและโจทก์ฝ่ายตรงข้าม เสียชีวิตรวม 3 ศพ

จึงเป็นเหตุรุนแรงที่สร้างผลสะเทือนตามมา เนื่องจากศาลยุติธรรมที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเป็นสถานที่ระงับข้อพิพาท

ทำให้สำนักงานศาลยุติธรรม จึงต้องเร่งออกมาตรการเข้มงวด

เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เรียกความเชื่อมั่นจากสังคมและประชาชน

 ก.ต.สรุปคดี ‘คณากร’

สำหรับกรณีของนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ที่ก่อเหตุยิงตัวเอง ภายในห้องพิจารณาคดี หลังอ่านคำพิพากษายกฟ้อง 5 จำเลยในคดีฆ่า 5 ศพ บันนังสตา จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมายื่นฟ้องจำเลยทั้ง 5 นั้น ไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากถูกจัดทำขึ้นในสถานที่และระหว่างที่จำเลยทั้งห้าถูกควบคุมตัวตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อจำเลยทั้งห้า นำสืบปฏิเสธบันทึกคำให้การดังกล่าว อ้างว่าเกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ส่วนโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่น จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง

พร้อมเปิดเผยความกดดันในคำพิพากษา ระบุว่าถูกบุคคลกดดันให้เปลี่ยนคำพิพากษา จนไม่อาจที่จะทนได้อีกต่อไป

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย
แถลงไลฟ์สด

และทิ้งวรรคทอง ที่ว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

จนเกิดการตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวางว่าการแทรกแซงคำพิพากษานั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่เพียงใด

ป็นเหตุให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเมื่อ วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้ตั้งอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมวิสามัญ ประกอบด้วย ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน เป็นอนุกรรมการวิสามัญดังนี้

1.นางวาสนา หงส์เจริญ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลฎีกา เป็นประธานอนุกรรมการวิสามัญ 2.นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นอนุกรรมการวิสามัญ 3.นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลชั้นต้น เป็นอนุกรรมการวิสามัญ

กำหนดให้อนุกรรมการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และรายงานให้ ก.ต. ทราบภายใน 15 วัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 16/2552 ที่ประชุมได้พิจารณาผลการรายงานสอบข้อเท็จจริงในกรณีของนายคณากร

โดยมีมติตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นายคณากร ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 คือเป็นกรณีที่ถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย และมีมติให้นายคณากรไปช่วยทำงานชั่วคราวในกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นอกจากนี้ที่ประชุม ก.ต.ยังมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีการตรวจร่างคำพิพากษาของภาค รวมทั้งมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ามติ ก.ต.ครั้งนี้ไม่ได้ระบุถูกผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสำนวนว่ามีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

 เพิ่มกำลังคอร์ตมาร์แชล

ขณะที่เหตุการณ์ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ก.ต.ได้รับทราบการดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลเป็นอำนาจโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะต้นสังกัด

ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งสังกัดองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) นั้น สำนักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือถึงองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกให้สั่งกำชับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ที่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัด

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย
ตรวจเข้มที่บึงกาฬ

และเรียกให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามข้อตกลง ในสัญญาระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมและองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกแล้ว

ด้านนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงนามในคำสั่งด่วนที่สุด เรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาล ส่งเป็นหนังสือเวียนถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมให้ใช้เป็นแนวทาง

นอกจากนี้ยังมีมติอนุมัติให้มีเจ้าพนักงานตำรวจศาลประจำทุกศาลทั่วประเทศ

โดยกำหนดกรอบอัตรากำลังจำนวน 1,180 คน ซึ่งเพิ่มขยายจาก 309 นาย โดยให้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ให้ครบตามกำหนด

ซึ่งจะดำเนินการเพิ่มอัตรากำลังคอร์ตมาร์แชลจำนวน 100 อัตราก่อนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เม.ย.63 ส่วนอื่นต้องเริ่มดำเนินการทันทีเช่นกันเพื่อให้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ โดยทางสำนักงานศาลจะขอแปรญัตติเรื่องงบประมาณที่เคยขอสำหรับตำรวจศาล 309 อัตรา แล้วไม่ได้รับการจัดสรร โดยสำนักงานศาลฯ จะขอ งบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 540 ล้านบาท

ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ สำนักงานศาลยุติธรรม จัดทำโครงการ เฉลิมพระเกียรติฯ โดยจะติดตั้งกล้องซีซีทีวีในห้องพิจารณา ทั้งสิ้นจำนวน 2,112 ห้อง ใช้งบประมาณทั้งหมด 77 ล้านบาท

ขณะนี้ได้เริ่มติดตั้งไปแล้วในศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี และศาลแขวงนนทบุรี ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนม.ค.63 อย่างช้าจะต้อง ไม่เกินเดือน มี.ค.63 ส่วนกล้องวงจรปิดหน้าห้องพิจารณาต้องตรวจสอบว่าใช้งานได้หรือไม่ หากกล้องมีปัญหาต้องรีบซ่อมแซม

ไม่ให้เกิดเหตุอุกอาจเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 เจออื้อ-พกอาวุธเข้าศาล

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามเข้มงวด แต่ก็ยังมีเหตุลักลอบนำอาวุธเข้ามาภายในศาลยุติธรรม โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ สภ.บึงกาฬ พ.ต.อ.สมศักดิ์ คงไพบูลย์ รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ แถลงจับกุม ร.ต.ท.ปิยะ ยั่งยืน อายุ 64 ปี อดีตตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 พกปืนสั้น ยี่ห้อซิกซาวเออร์ พี 320 ขนาด 9 ม.ม. และกระสุน 3 นัดในแม็กกาซีน โดยใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย ขณะเข้ามายื่นขอคัดสำเนาคำพิพากษาศาล คดี พ.ร.บ.ทหารของนาย ธนชัย อะโคตรมี หลานชาย

เพิ่มกำลัง‘คอร์ตมาร์แชล’ พื้นที่ศาลต้องปลอดภัย
ผู้พิพากษาคณากร

โดยศาลได้พิจารณาคดีทันที ซึ่ง ร.ต.ท. ปิยะรับสารภาพว่านำอาวุธปืนเข้ามาในศาลจริง เนื่องจากหลงลืม จึงตัดสินลงโทษจำคุก 4 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษให้ กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 เดือน ไม่รอลงอาญา พร้อมดำเนินคดีกับร.ต.ท.ปิยะ ในข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง

อกจากนี้ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี นายชัชวาล คงคีรี อายุ 55 ปี ที่เข้ามาติดต่อราชการที่ศาลที่เปิดทำการนอกเวลาทำการ เพื่อติดต่อขอประกันตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวหลังจากเครื่องตรวจอาวุธส่งสัญญาณ พบอาวุธมีดพับยาว 9 นิ้ว ซุกซ่อนในกระเป๋าสะพายที่นำติดตัวเข้ามา

จึงสั่งดำเนินคดีในความผิดละเมิดอำนาจศาล

ต่อมาวันที่ 18 พ.ย. ศาลจังหวัดอ่างทองรายงานว่า ในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยค้นตัวนายประสิทธิ์ วรรณโอสถ จำเลยในคดีทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส พบอาวุธมีดพับยาว 7.5 นิ้ว จึงตั้งสำนวนคดีละเมิดอำนาจศาล

ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายประสิทธิ์ 2 เดือน รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีเดิม และริบอาวุธมีดของกลาง

ไม่เพียงแค่นั้น ที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เวลา 11.00 น. ได้ตรวจได้พบอาวุธปืนสั้นชนิดลูกโม่ขนาด 357 ยี่ห้อสมิธแอนด์เวสสัน ของนายนิติ สุบิน ทนายความจึงตรวจยึดอาวุธปืนดังกล่าว

ศาลไต่สวนเเล้วพิพากษาให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา มีกำหนด 2 เดือน โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน เเละมีการดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่ต้องเอาจริงเอาจัง

เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นสถานที่ปลอดภัย

สร้างความเชื่อมั่นให้สังคมในเรื่องการอำนวยความยุติธรรม

บทความก่อนหน้านี้ถกมาราธอน-บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผบก.-สารวัตร
บทความถัดไปพิสูจน์เปอโยต์‘3008’-‘5008’เอสยูวีคู่แฝดจากแดนน้ำหอม : ทดสอบ