คอลัมน์ แฟ้มคดี

อยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมสมัยนี้

เมื่อสภาพเศรษฐกิจถดถอย เป็นเหตุให้มิจฉาชีพออกตระเวน ตุ๋นจนมีเหยื่อหลงเชื่อหลายราย

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้วยความไว้ใจ หรือความอยากได้ผลประโยชน์ที่ยั่วยวน

สุดท้ายก็ต้องช้ำใจ กลายเป็นคดีความรายวัน

ไม่เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น ยังบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งแพทย์ สจ๊วร์ด แอร์โฮสเตส หรือกระทั่งอาจารย์มหาวิทยา ลัย ที่กลายเป็นเหยื่อ

หรือกระทั่งหลอกพริตตี้จ้างไปทำงานเมืองนอก แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้า สุดท้ายเมื่อถึงเวลาก็หายเข้ากลีบเมฆ

รวมทั้งขายพรีออร์เดอร์ขนมไมโล ช็อกโกแลตของเด็กๆ ซึ่งก็มีเหยื่อหลงเชื่อไปมากหลาย

กลายเป็นยุคที่มีมิจฉาชีพเต็มบ้านเต็มเมือง!??

คดีตุ๋นระบาด-เหยื่อหมอ-อาจารย์

ไล่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ร.ท.หญิง พญ.นิจชา รุทธพิชัยรักษ์ อายุ 30 ปี แพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐชื่อดัง พร้อมกลุ่ม ผู้เสียหายกว่า 10 ราย มีทั้งแพทย์ วิศวกร สจ๊วร์ด อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ทหาร เข้าแจ้งความที่บก.ป. เพื่อให้ติดตามจับกุม หมอบิว หรือว่าที่นาวาตรี พญ.พรรณรัตน์ จันทรมณี พร้อมแฟนหนุ่ม นายธีรยุทธ บุรัสการ หรือ นายโจ้ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น นายอภิวัฒน์ อัครเดชช์

โดยระบุว่า หมอบิวซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมฯ ชักชวนให้ร่วมลงทุนบริษัททัวร์และจองโรงแรมของโจ้ แฟนหนุ่ม อ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูงร้อยละ 6-18 ต่อเดือน ทำให้เพื่อนๆ ต่างมาร่วมลงทุนตั้งแต่ 8 หมื่นบาท-12 ล้านบาท ล่าสุดมีผู้เสียหาย 38 ราย มูลค่ากว่า 64 ล้านบาท

ส่วนที่เชื่อถือเพราะเห็นเป็นหมอโรงพยาบาลดัง และไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ เนื่องจากไม่ต้องชักชวนสมาชิกเพิ่ม จึงตัดสินใจร่วมลงทุน

ตอนแรกร่วมลงทุนเมื่อเดือนส.ค. 2559 เป็นเงิน 5 แสนบาท เดือนต่อมาก็ได้ปันผล และเพิ่มยอดเงินลงทุนเข้าไป และได้รับปันผลทุกเดือนจนถึงก.พ. 60 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ปันผล เมื่อตรวจสอบที่บ้านก็บอกลาพักร้อน จึงเชื่อว่าถูกหลอกแล้ว

ขณะที่ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับทั้งสองคน ซึ่งทราบว่าหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว นอกจากนี้ยังขอหมายจับนางผ่องพรรณ ศิริวัฒน์ น้าของหมอบิว โดยเจ้าตัวเข้ามอบตัวที่บช.ก. พร้อมให้ข้อมูลในการติดตามตัวผู้ต้องหาอีก 2 คน

โดยนางผ่องพรรณเผยว่า ตนรับหน้าที่เป็นฝ่ายธุรการของโรงแรม ได้เงินเดือน 3 หมื่นบาท มีหน้าที่ถ่ายรูปสถานที่ส่งให้นายโจ้ทางไลน์ และมีการขายบัตรสมนาคุณจริง

แต่ก็ถือเป็นเหยื่อด้วย เพราะร่วมลงทุนไป 1.3 ล้านบาท โดยนายโจ้ใช้ชื่อหมอบิวเป็นกรรมการบริษัท และยังหลอกญาติหมอบิวร่วมลงทุนอีกหลายคน ความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท ช่วงหลังทั้งคู่ทะเลาะกัน จนนายโจ้เคยขู่ฆ่า ทำให้หมอบิวตัดสินใจหนีไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นกับครอบครัว

หลังเกิดเหตุพยายามติดต่อให้มามอบตัว แต่ก็ติดต่อไม่ได้

อีกกรณีก็อื้อฉาวไม่แพ้กัน เมื่อศาลอนุมัติหมายจับ รศ.สวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ(สอ.จฬ.) ในข้อหาหลอกลวงประชาชน

มีพฤติการณ์คือหลอกให้นำเงินออมในสหกรณ์มาลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่ มีเงินปันผลให้ร้อยละ 1 ต่อเดือนจนมีผู้หลงเชื่อกว่า 160 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1.4 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีการยักย้ายถ่ายโอนเงินในบัญชี รศ.สวัสดิ์ออกไป จนเหลืออยู่แค่ 5 พันบาท

ล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุม น.ส.เมธวัชร์ หรือ พชกร คนมั่น อายุ 32 ปี สาวหล่อคนสนิทที่รับโอนเงินจากดร.สวัสดิ์ กว่า 62 ล้านบาท ได้ที่จ.เชียงใหม่

น.ส.เมธวัชร์ระบุว่า ไม่ได้สนิทสนมกับดร.สวัสดิ์มากมาย และเงินที่โอนมาให้ก็เป็นเงินที่ใช้เล่นพนันบักคาราออนไลน์ ไม่เกี่ยวข้องกับตน

ขณะที่ตร.พบว่าเจ้าตัวยังอยู่ในประเทศไทย และเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

คนใหญ่คนโตถูกหลอกกันทั่วหน้า

มีสารพัด”ขายทอง-โปรโมตสินค้า”

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงมาลงทุนแลกกับผลตอบแทนสูง จนไม่อาจหักห้ามใจอีกหลายกรณี ไล่ตั้งแต่ตุ๋นลงทุนเหมืองทอง โดยเมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศ ไทย นำผู้เสียหายกรณีแชร์เหมืองทองคำกว่า 40 คนเข้าร้องเรียนดีเอสไอ

โดยระบุว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนเหมืองทองคำ โดยให้ร่วมลงทุนหุ้นละ 2,800 บาท แล้วจะได้รับผลตอบแทนสัปดาห์ละ 200-300 บาท เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 17 จะได้เงินต้นคืน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง มีผู้เสียหายกว่า 1 พันราย มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

โดย 1 ในเหยื่อที่ถูกหลอกเผยว่า รู้จักบริษัทดังกล่าวจากสื่อโซเชี่ยลมีเดีย เมื่อสอบถามเพื่อนที่ร่วมลงทุนก็บอกว่าได้ค่าตอบแทนจริง จึงร่วมลงทุนไปเรื่อยๆ รวมเป็นเงิน 6 ล้านบาท ระหว่างนั้นได้รับเชิญไปดูกิจการเหมืองทองที่มาเลเซีย และยังได้ร่วมร่อนทอง

แต่ไม่ได้พบเจ้าของบริษัท จึงคิดว่าถูกต้มแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมี น.ส.สรารัตน์ ขำสุวรรณ อายุ 22 ปี พร้อมกลุ่มผู้เสียหายกว่า 22 ราย เข้าแจ้งความต่อบก.ปอท. ว่าถูกหลอกให้เข้าร่วมกลุ่มประมูลทองคำเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

โดยน.ส.สรารัตน์เผยว่า เข้าร่วมกลุ่มเฟซบุ๊กประมูล เพื่อร่วมประมูลสินค้าต่างๆ จากนั้นเห็นเฟซบุ๊กคนชื่อนิดประกาศขายทองคำทั้งแบบแท่งและรูปพรรณ ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดประมาณบาทละ 1-2 พันบาท

เมื่อติดตามดูก็พบคนมารีวิวว่าได้ทองจริง จึงติดตามเฟซบุ๊ก จนกระทั่งเมื่อก.พ.ที่ผ่านมา นิดชักชวนลูกค้าและผู้ติดตามไปเปิดกลุ่มปิดในเฟซบุ๊กเพื่อขายทองโดยตรง มีสมาชิกประมาณ 120 คน จึงตัดสินใจร่วมลงทุนซื้อทองคำแท่งหนัก 200 บาท ราคาบาทละ 16,400 บาท และเดินทางไปรับทองที่ร้านใน จ.สุพรรณบุรี ก็ได้รับของจริง มีใบรับประกันสินค้า ซึ่งร้านบอกว่านิดเป็นตัวแทนของร้าน

จึงรู้สึกเชื่อใจ ตอนแรกก็ได้รับของตามกำหนด ถ้าช้าก็จะมีของแถมเป็นทอง 1 สลึง จนเมื่อปลายมี.ค.กลับไม่ได้รับทอง เพราะร้านบอกไม่ได้รับโอนเงินจากนิด แล้วก็หลบหนีไปเมื่อกลางดึกวันที่ 21 เม.ย.

จึงต้องแจ้งความดำเนินคดี

อีกคดีหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 เม.ย. น.ส.ธนัทธรณ์ ตะนาวสินรังสี พร้อมตัวแทนแบรนด์สินค้ากว่า 20 ชนิด เข้าแจ้งความกองปราบปราม เอาผิดบริษัททำธุรกิจรับสร้างแบรนด์และโปรโมตสินค้าแห่งหนึ่ง

แอบอ้างจัดทำโครงการ “50 ไชนิส เน็ตไอดอล อะเมซิ่ง ไลฟ์อินไทยแลนด์ 2016” ระบุว่าพร้อมจัดหาเน็ตไอดอลชื่อดังของจีน แต่ละคนมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน ให้มาช่วยโปรโมตสินค้าให้กับนักธุรกิจไทย ถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์เทาเป่า เว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ยอดนิยมของจีน แต่ต้องจ่ายยูนิตละ 75,900 บาท

แต่ในความจริงบริษัทกลับผิดสัญญา หาพรีเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้โด่งดัง วิธีการโปรโมตสินค้าก็ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ได้ยอดขายตามที่สัญญาไว้ จนมีมูลค่าความเสียหายรวมแล้วกว่า 30 ล้านบาท

ลวง”พริตตี้”ฟันค่าหัวคิว

นอกจากขายสินค้าแล้ว ยังมีตุ๋นอีกรูปแบบ คือหลอกจะพาไปทำงาน แต่ต้องจ่ายค่าหัวคิว โดยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. น.ส.กฤษิรา หรือ กุ้ง ภูภัทระศิริ พร้อมนางแบบพริตตี้กว่า 10 คน เข้าแจ้งความบก.ป. ให้ดำเนินคดีกับโมเดลลิ่งรายหนึ่งฐานฉ้อโกง

โดยติดต่อผู้เสียหายให้มารับงานทั้งในและต่างประเทศผ่านเฟซบุ๊ก แต่ต้องเก็บค่ามัดจำก่อน โดยติดต่อให้ไปเป็นพริตตี้ที่ประเทศสิงคโปร์ 1 วัน ค่าจ้างวันละ 1 หมื่นบาท แต่ต้องจ่ายมัดจำ 1 พันบาท

จึงตัดสินใจยอมรับงานเพราะรายได้งาม แต่ภายหลังกลับแจ้งยกเลิกงานกะทันหัน และไม่ยอมจ่ายค่ามัดจำคืนมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นบาท

ต่อมาก็เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นบ่อย โดยจะแจ้งให้ไปรับงาน พร้อมเก็บค่ามัดจำ แต่ก็จะยกเลิกก่อนถึงกำหนดเวลางานไม่กี่วัน ทำให้เสียโอกาสไปรับงานอื่นๆ ถึงรู้ว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อหลอกเอาเงินมัดจำ

อีกคดีที่น่าสนใจก็คือตุ๋นขายไมโลคิวบ์ เครื่องดื่มรสช็อกโกแลตในรูปแบบก้อน อาศัยกระแสความต้องการสินค้า ตั้งเฟซบุ๊กหลอกพรีออร์เดอร์ อ้างนำเข้าจากมาเลเซียในราคาถูกกว่าท้องตลาด มีเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินสูญร่วม 2 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนผิดได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. แถลงจับนายวุฒิพงษ์ เหมมาลา นางสาวนริศรา ลิ้มฉาย นายวัชรินทร์ จันทร์หอม และนายนวพล ลิ้มฉาย ในบ้านพักไม่มีเลขที่ อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี

โดยพฤติกรรมคือเปิดเฟซบุ๊กชื่อ “ความทรงจำ” ชักชวนให้ซื้อไมโลคิวบ์ ในราคา 1 ถัง มี 24 ถุงใหญ่ ราคา 6 พันกว่าบาท จากราคาปกติ 7,500-9,000 บาท จนมีลูกค้าหลงเชื่อโอนเงินเข้ามาให้ แล้วจึงไปถอนเงินออกมา

ทั้งหมดรับสารภาพว่าที่ทำไปเพราะต้องการหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้ 6 หมื่นบาท ที่เอามาสู้คดีทำร้ายร่างกาย แต่เปิดเพียงแค่วันเดียวก็ได้เงินกว่า 2 แสนบาท จึงปิดเฟซบุ๊กหนี แต่สุดท้ายไม่รอดเงื้อมมือตำรวจ

ถือเป็นหลากหลายรูปแบบของคดีสารพัดตุ๋นที่ประชาชนทั่วไปต้องระวังตัว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน