แฟ้มคดี
กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง
เมื่อศาลอนุมัติหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา มหาเศรษฐีหนุ่ม ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง
ในกรณีก่อเหตุซิ่งเก๋งเฟอร์รารี่หรูชนเจ้าหน้าที่ตำรวจดับคาถนน
ซึ่งเหตุการณ์ผ่านมาร่วม 5 ปี กลับไม่มีความคืบหน้า
จนกระทั่ง 1 ข้อหาที่ถูกแจ้งดำเนินคดีหมดอายุความ เพราะอัยการไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องได้ทัน
ขณะที่คดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เศรษฐีหนุ่มก็ยื้อไม่ไปพบอัยการถึง 6 ครั้ง
จนกระทั่งครั้งที่ 7 เจ้าหน้าที่ก็ใจเย็นต่อไปไม่ไหว ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายขออนุมัติหมายจับ
ยิ่งไปกว่านั้นตลอดเวลาที่ ‘บอส’ ไม่รายงานตัวอัยการโดยอ้างว่าติดธุระ ก็ยังใช้ชีวิตส่วนตัวสุดหรูหรา
บินเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวท่องเที่ยวทั่วโลก โดยไม่ยี่หระกับคดีความที่ติดตัว
แม้กระทั่งหลังถูกออกหมายจับ ก็ยังนั่งเจ็ตส่วนตัวไปสิงคโปร์ก่อน 3 วัน
จนเกิดเป็นคำถามถึงเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย จะมีประสิทธิภาพติดตามตัวมาดำเนินคดี ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์กับคนทุกชนชั้นเสมอกันหรือไม่
- หมายจับล่า ‘บอส ลูกกระทิงแดง’
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดนัดที่อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 นัดให้นายวรยุทธ หรือบอส มาพบพนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี
จากเหตุการณ์ซิ่งเก๋งเฟอร์รารี่หรูพุ่งชนด.ต.วิเชียร์ กล่ำประเสริฐ สายตรวจสน.ทองหล่อ ที่หน้าปากซอยสุขุมวิท 47 แล้วลากร่างด.ต.วิเชียร พร้อมจยย.สายตรวจไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555
แต่ก่อนจะถึงวันนัด เจ้าตัวกลับส่งทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี โดยอ้างเหตุเร่งด่วนต้องไปจัดการธุรกิจที่ต่างประเทศ
โดย ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกอัยการสูงสุด ระบุว่า อัยการเห็นว่านายวรยุทธขอเลื่อนคดีด้วยเหตุลักษณะเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 จึงมีเจตนาประวิงคดีและหลบหนี ดังนั้น นายสุทธิ กิตติศุภพร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี
ดังนั้นหากถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 เม.ย. นายวรยุทธไม่เข้าพบอัยการก็จะเสนอเรื่องให้ตำรวจขอศาลออกหมายจับทันที
ขณะที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับนายวรยุทธ โดยมีอายุความ 15 ปี ตั้งแต่ 3 ก.ย. 2555 – 3 ก.ย.2570
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายวรยุทธเดินทางเข้ามาในประเทศไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ก่อนเดินทางออกไปด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.
ก่อนที่ศาลจะอนุมัติหมายจับ 3 วัน!??
โดยพล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนสน.ทองหล่อ ไม่ได้มีคำสั่งห้ามนายวรยุทธ เดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากเป็นคดีขับรถชน เป็นคดีประมาท ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ และเจ้าตัวมอบตัวสู้คดี สตม.เป็นเพียงหน่วยปฏิบัติ ไม่มีอำนาจสั่งห้ามใครเข้า-ออก
และเมื่อประสานกับประเทศสิงคโปร์ ก็พบว่านายวรยุทธจอดเครื่องบินเจ็ตไว้ ก่อนเดินทางออกไปประเทศที่ 3 แล้ว
ด้านพล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผบก.กองการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าตำรวจสากลประเทศไทย เผยว่าได้ประสานไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อสอบถามข้อมูลและหาถิ่นที่อยู่ของนายวรยุทธ ซึ่งได้รับการแจ้งมาว่าไม่พบว่านายวรยุทธอยู่ในประเทศอังกฤษ
จึงทำเรื่องขอออกหมายน้ำเงินเพื่อให้ตำรวจสากล 190 ประเทศทั่วโลก หาที่อยู่ของนายวรยุทธ เพื่อเตรียมออกหมายแดง ให้จับกุมตัวต่อไป
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับ 16 ประเทศ ดังนี้ 1.สหรัฐอเมริกา 2.สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ 3.แคนาดา 4.เบลเยียม 5.จีน 6.เกาหลีใต้ 7.อินโดนีเซีย 8.ออสเตรเลีย 9.ฟิลิปปินส์ 10.กัมพูชา 11.ฮ่องกง 12.ลาว 13.บังกลาเทศ 14.ฟิจิ 15.มาเลเซีย 16.อินเดีย
ต้องเร่งหาตัวกันต่อไป
- สื่อนอกตีข่าวกินหรู-อยู่สบาย
นอกจากการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีแล้ว ยังมีกรณีการยื่นเพิกถอนพาสปอร์ต หรือหนังสือเดินทางไทย เพื่อตัดช่องทางการหลบหนีคดีไปต่างประเทศของนายวรยุทธ
โดย น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศเพิกถอนพาสปอร์ตนายวรยุทธแล้ว
ต่อจากนี้จะบันทึกเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นระบบกับของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ว่าหนังสือเดินทางของนายวรยุทธถูกยกเลิก ทำให้ไม่สามารถใช้ในการเดินทางเข้าประเทศอื่นๆ ได้
ถ้านายวรยุทธอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ก็จะกลายเป็นบุคคลเข้าเมือง ผิดกฎหมาย และถูกดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ ต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนที่นายวรยุทธจะถูกออกหมายจับ ก็กลายเป็นเรื่องฮือฮากันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อสื่อระดับโลกอย่างสำนักข่าวเอพี รายงานความคืบหน้าของคดีขับรถชนของนายวรยุทธ
โดยระบุว่า คดีดังกล่าวล่าช้ามาเกือบ 5 ปี โดยนายวรยุทธไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียก แต่ให้ทนายไปแทน และอ้างว่าป่วย หรือเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศ
แต่ที่จริงแล้ว ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดอุบัติเหตุ นายวรยุทธกลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับครอบครัว นั่งเครื่องบินเจ็ตกระทิงแดง เดินทางไปทั่วโลก ทั้งไปดูทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวัน ของกระทิงแดง และถ่ายรูปคู่รถปอร์เช่ คาร์เรร่า ที่ประเทศอังกฤษ
นอกจากนี้ยังไปเที่ยวหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยเยี่ยมชมวัด นั่งเล่นริมสระน้ำ และค้างที่รีสอร์ตหรูคืนละ 1 พันยูเอสดอลลาร์ หรือคืนละ 34,000 บาท
หลังจากเกิดอุบัติเหตุ นายวรยุทธเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 9 ประเทศ โดยไปล่องเรือที่โมนาโก เล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารหรูในกรุงลอนดอนของอังกฤษ แช่สระน้ำในกรุงอาบูดาบีของดูไบ ทานอาหารที่ฝรั่งเศส ควงจักรยานหรูราคาหลักแสนในกรุงเทพ โดยครอบครัวให้การสนับสนุน
ขณะที่สื่อออนไลน์อย่างโคโคนัท ก็เปิดเผยรูป บอส วรยุทธ เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งดูฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เล่นสโนว์บอร์ดที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งนั่งเครื่องบินเจ็ตสุดหรูไปท่องเที่ยว
จนมีบทสรุปเป็นคนร้ายหนีคดี
- ย้อนคดีซิ่งเฟอร์รารี่ชนด.ต.ดับ
สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555
โดยมีพยานเห็นเฟอร์รารี่หรู ของนายวรยุทธ พุ่งชนด.ต.วิเชียร ขณะขี่จยย. ที่หน้าปากซอยสุขุมวิท 47 แล้วลากร่างด.ต.วิเชียร พร้อมจยย.สายตรวจไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ ก็ตรวจสอบพบคราบน้ำมันเครื่องไหลเยิ้ม ตามรอยพบเข้าไปในบ้านหรูหลังใหญ่เลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 ของนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง
แต่กว่าจะควบคุมตัวได้ก็มีเรื่องวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทองหล่อนำตัวคนขับรถเข้ามอบตัวแทน
เมื่อสอบปากคำและตรวจร่างกายเบื้องต้นก็พบว่าไม่ใช่ผู้ต้องหาตัวจริง จึงถูกแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จ
ในที่สุดนายวรยุทธ ผู้ก่อเหตุตัวจริงก็มอบตัว โดยให้การว่าขับรถชนจริง แต่เป็นเพราะผู้ตายปาดหน้าจนหักหลบไม่ทัน
เจ้าหน้าที่จึงสั่งแจ้ง 3 ข้อหา ประกอบด้วยขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน และขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากหลักฐานจากกล้องวงจรปิดจับภาพรถยนต์คันก่อเหตุ ขับด้วยความเร็วถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ส่วนข้อหาเมาแล้วขับอัยการเห็นไม่ควรสั่งฟ้อง เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน
แต่แล้วผ่านมาเกือบ 5 ปี ข้อกล่าวหาขับรถเร็ว ก็ถูกประวิงเวลาเรื่อยมาจนหมดอายุความ!??
จนสังคมตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของทั้งตำรวจและอัยการ
ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดแถลงยอมรับว่า คดีดังกล่าวหมดอายุความจริง เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มาพบอัยการตามนัด จึงไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้
ซึ่งข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาทสถานเดียว แต่ยืนยันไม่กระทบต่อคดี เพราะยังมีข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี อายุความ 15 ปี คดีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ
ส่วนข้อหาอื่นนั้นพนักงานสอบสวนส่งถึงอัยการแล้ว ซึ่งอัยการสูงสุดกำชับให้อัยการที่รับผิดชอบเร่งพิจารณาและมีคำสั่งโดยด่วนแล้ว
สุดท้ายมีหมายจับเรียบร้อย
แต่จะจับกุมมาดำเนินคดีได้หรือไม่ต้องติดตาม

