แฟ้มคดี

นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในรอบปีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับเหตุการณ์คาร์บอมบ์ ที่ลานจอดรถห้างบิ๊กซี ปัตตานี

แม้ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ก็บาดเจ็บกว่าครึ่งร้อย มีทั้งเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่พากันมาเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนต้อนรับเปิดเทอม

ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น

ยิ่งหากย้อนไปในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็เกิดเหตุรุนแรงรายวัน

ไม่ว่าจะเป็นการบุกยิงถล่มโรงพักระแงะที่นราธิวาส ช่วงเคารพธงชาติ ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

ต่อด้วยการบุกถล่มจุดตรวจที่กรงปินัง จ.ยะลา และยังเผาป่วนเมืองทั่วทั้ง 3 จังหวัดถึง 32 จุด

ก่อให้เกิดคำถามว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ทุ่มงบประมาณลงไปมหาศาล

มาถูกทางแล้วจริงหรือ!??

นาทีคาร์บอมบ์ถล่มปัตตานี

บ่าย 2 โมงกว่าของวันที่ 9 พ.ค. ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพาบุตรหลานมาเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และอุปกรณ์การเรียนเพื่อเตรียมตัวรับเปิดเทอม ที่ห้างบิ๊กซี อ.เมือง จ.ปัตตานี ก็เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้น

เมื่อเกิดเหตุระเบิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์ ดังขึ้นที่บริเวณด้านหน้ารั้วทางเข้าออกของห้าง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว

จากนั้นไม่ถึง 10 นาที ก็เกิดเหตุระเบิดอีกครั้ง คราวนี้เป็นคาร์บอมบ์ที่ซุกอยู่ในปิกอัพ จอดอยู่ที่บริเวณลานจอดรถด้านข้างของห้าง แรงระเบิดเป็นวงกว้าง เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง

มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และประสานรถดับเพลิงเข้ามาสกัดไฟที่ลุกไหม้

พนักงานห้างและลูกค้าวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น

โดยหลังจากเหตุการณ์สงบลงรวมยอดผู้บาดเจ็บถึง 61 ราย ในจำนวนนี้สาหัสถึง 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต

ที่เกิดเหตุพบแผ่นป้ายทะเบียนรถที่ใช้ก่อเหตุ บจ 3303 ยะลา นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าพบระเบิดอีกลูกที่ห้างไดอาน่า อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน แต่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าปิกอัพคันดังกล่าวเป็นของ นายนุสน ขจรดำ ชาวจ.ยะลา ช่างทำหลังคาผ้าใบ ซึ่งภรรยาระบุว่านายนุสนขับรถออกมาจากบ้านเมื่อตอนสายวันเกิดเหตุ เพื่อมาทำงานที่จ.ปัตตานี แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก

จึงคาดว่าคนร้ายลวงนายนุสนมาติดตั้งผ้าใบที่ ต.มะพร้าวต้นเดียว อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แล้วฆ่าชิงรถไปประกอบคาร์บอมบ์เอามาก่อเหตุ

สำหรับระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่อง โดยจุดแรกที่ปากทางเข้าลานจอดรถ พบภาชนะบรรจุชิ้นส่วนโลหะ จุดระเบิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบตั้งเวลา ใช้ถังแก๊ส 2 ลูก น้ำหนักกว่า 100 ก.ก. ความรุนแรงคล้ายกับเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี เมื่อกลางปี 2559

ขณะที่วงจรปิดจับภาพ 2 คนร้ายขับปิกอัพคาร์บอมบ์เข้ามาจอดที่ลานจอดรถ แล้วนำวัตถุระเบิดขนาดเล็กมาวางไว้ที่กระถางต้นไม้แนวรั้วแล้วขึ้นจยย.ที่มีคนร้ายอีก 2 คนมารอรับหลบหนีไป

เบื้องต้นสันนิษฐานว่าคนร้ายตั้งใจวางระเบิดลูกแรกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก่อนระเบิดลูกที่ 2 เพื่อหวังสังหารเจ้าหน้าที่

แต่สุดท้ายมีแต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่รับเคราะห์


ภาพบน – ปิกอัพคาร์บอมบ์ / ภาพล่าง -ฆ่าชิงปิกอัพ
จับโต๊ะอิหม่ามร่วมแผนบึ้ม

หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ เจ้าหน้าที่ก็เร่งติดตามไล่ล่าคนร้าย ซึ่งจากการสืบสวนจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพคนร้ายได้ 4 คน เบื้องต้นรู้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 1 ราย คือ นายมะกอเซ็ง หม้าแอ้ อายุ 25 ปี อยู่ต.บาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี มีหมายจับคดีความมั่นคง 3 หมาย

ทั้งหมดเชื่อมโยงกับเหตุคาร์บอมบ์ที่ร้านอาหารมิตติ้ง เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2559 และคาร์บอมบ์เซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2559

โดยเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกฎอัยการศึกเชิญตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย ซึ่งเป็นโต๊ะอิหม่าม และนายกอบต.ในพื้นที่อ.หนองจิก ที่คุมงานก่อสร้างใกล้จุดที่เชื่อว่านายนุสนถูกฆ่าชิงปิกอัพ มาซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร

เนื่องจากมีพยานพบเห็นปิกอัพคันเกิดเหตุ จอดอยู่ที่มัสยิดบ้านใหม่ จากนั้นมีชาย 4 คนโอบล้อมรถ แล้วมีเสียงคนทะเลาะกัน และยิงกัน

ก่อนที่จะมีรถกระบะอีกคันนำร่างเจ้าของรถที่ถูกยิงออกจากจุดเกิดเหตุ เมื่อตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบรอยเลือดที่พื้น ตรงตามที่พยานระบุ

โดยโต๊ะอิหม่าม รับว่าเป็นผู้เช็ดคราบเลือดของนายนุสน

จากนั้นจึงตามไปพบศพนายนุสน ถูกฆ่ารัดคอทิ้งน้ำอยู่ในร่องบริเวณปลายนาหมู่ 1 ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เข้าจับกุมนายสุไฮมี สมาแอ ที่บ้านพักต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 พ.ค. พร้อมนำตัวไปสอบสวนที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร

พร้อมยอมรับว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่ถูกฆ่าชิงรถ

และยังให้การซัดทอดว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ประกอบด้วย 1.นายอานุวา กาซอ 2.นายรุสลัน ใบหมัด 3.นายเมาลานา สาเมาะ 4.นายอิสมาแอ มอซู 5.นายบุคอลี หลำโซ๊ะ 6.นายอับดุลอาซิ จะปะกียา 7.นายมะนาเซ ไซดี และ 8.นายมูฮัมหมัด กาซอ ซึ่งทั้ง 8 คนมีหมายจับ เคยก่อเหตุมาหลายคดีในพื้นที่ปัตตานี และยะลา

ล่าสุดทราบว่าคนร้ายกลุ่มนี้หลบหนีไปยังพื้นที่จ.ยะลา และชายแดน อยู่ระหว่างการเข้าจับกุม

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังควบคุมผู้ต้องสงสัยไว้แล้ว 7 คน เป็นผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น 2 คน ส่วนอีก 5 คนอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าเป็นเพียงผู้ถูกบังคับและมีส่วนรู้เห็นเท่านั้น

ทั้งนี้จากการสอบสวนทราบว่ามีผู้ร่วม ก่อเหตุ 11 คน แบ่งเป็นฆ่าและวางระเบิด 9 คน ส่วนอีก 2 คนเป็นแกนนำ

ทั้งหมดคือเป้าหมายที่ต้องดำเนินคดี

ย้อนแนวทางเจรจาดับไฟใต้

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามคนร้ายจนสามารถระบุตัวบุคคลได้แล้ว แต่ก็ยังมีคำถามถึงรัฐบาลถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งการตั้งครม.ส่วนหน้า และการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลนั้นมาถูกทางมากน้อย เพียงใด

เพราะก่อนหน้านี้ในรอบเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงก็ไม่ได้น้อยลง แถมยังทวีความดุเดือดมากขึ้นด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ 7 คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มสภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ขณะกำลังเคารพธงชาติ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา จนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

หรือเหตุการณ์คนร้ายไม่ต่ำกว่า 30 คนใช้อาวุธสงคราม และระเบิด บุกเข้าถล่มป้อมจุดตรวจกรงปินัง จ.ยะลา เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 2 เม.ย. ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บถึง 12 ราย

ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าเป็นการตอบโต้เหตุที่เจ้าหน้าที่ทหารพราน วิสามัญฆาตกรรมชาวบ้าน 2 ราย ในพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างบ้านไอร์จือนะห์ หมู่ 5 กับบ้านธรรมเจริญ หมู่ 6 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 มี.ค.

โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าก่อนเกิดเหตุชุดปฏิบัติการข่าวทหารและเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 46 สืบสวนและติดตามสะกดรอยนายอิสมาแอ หามะ และนายอาเซ็ง อูเซ็ง ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงจากจ.ยะลา

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้จอดรถแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่นายอาเซ็งคนขับได้พยายามเร่งเครื่องหลบหนี ส่วนนายอิสมาแอได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนต้องใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ทำให้ทั้งสองถูกกระสุนปืนเสียชีวิตทันที

แต่หลังเกิดเหตุกลับมีพยานเป็นเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่ยืนยันว่าตัวเธอมากับรถคันดังกล่าวกับพี่ชาย ก่อนถูกเรียกตรวจ และพาตัวออกไปจากที่เกิดเหตุ จากนั้นก็เกิดเสียงปืนขึ้นจนทำให้พี่ชายและเพื่อนที่มาด้วยกันเสียชีวิต

จนมาครั้งนี้กลายเป็นการใช้คาร์บอมบ์ ซึ่งถือเป็นเหตุรุนแรงครั้งสำคัญในรอบปี

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มอบหมายให้ ศอ.บต. โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาฯศอ.บต.ในขณะนั้น ร่วมพบปะพูดคุยกับแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน

จนกระทั่งวันที่ 28 ก.พ.2556 ได้มีการลงนามในเอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ มีการพบปะกันอย่างเป็นทางการ 3 ครั้ง และพูดคุยผ่านผู้อำนวยความสะดวกหลายครั้ง

ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐบาลไทยยอมรับว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงต้องใช้มาตรการทางการเมือง

ย้ายสนามรบขึ้นสู่โต๊ะเจรจา

พร้อมรับข้อเสนอของกลุ่มขบวนการในเรื่องการเคารพในอัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรมท้องถิ่น

แลกเปลี่ยนกับการยุติก่อเหตุรุนแรงกับเป้าหมายที่อ่อนแอ ซึ่งก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ หยุดก่อเหตุด้วยคาร์บอมบ์

จนความรุนแรงลดลงอย่างชัดเจน

แต่มาวันนี้ คาร์บอมบ์ในพื้นที่ชุมชน กลับคืนมาอีกครั้ง บ่งบอกถึงสัญญาณอันร้อนระอุ

เป็นไปได้มากที่รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลทหาร อาจจะใช้มาตรการเด็ดขาดจริงจังมากขึ้น เข้าทำนองแรงมาก็แรงไป

คาร์บอมบ์ จึงน่าจะเป็นสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลปัจจุบันว่า การเจรจาย่อมเป็นทางคลี่คลายความรุนแรงที่ดีที่สุด (หน้า 2)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน