แฟ้มคดี
ถือเป็นการกระตุกหนวดเสือ ที่ท้าทายอำนาจของคสช.เป็นอย่างยิ่ง
สำหรับเหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนมีผู้บาดเจ็บร่วม 20 ราย
เพราะเป็นการเลือกลงมือในช่วงกลางวันแสกๆ ในโรงพยาบาลทหาร หน้าห้อง ‘วงษ์สุวรรณ’ ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แถมยังเป็นวันครบรอบ 3 ปี การยึดอำนาจของคสช.อีกด้วย
และหากย้อนดูแล้วในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดในกทม.แล้วถึง 3 ครั้ง
ไล่ตั้งแต่หน้ากองสลาก และหน้าโรงละครแห่งชาติ
ทุกแห่งล้วนเป็นพื้นที่ความมั่นคงสูง
แต่ก็ไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้แม้แต่คนเดียว
กลายเป็นคำถามถึงศักยภาพด้านการข่าวของคสช. ว่ามีปัญหามากน้อยเพียงใด หรือไม่
- ระทึกบึ้มร.พ.-บาดเจ็บอื้อ

เหตุระทึกครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายวันที่ 22 พ.ค. ขณะที่แพทย์และพยาบาลกำลังปฏิบัติงานภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อดูแลรักษาคนไข้จำนวนมาก ที่รอคิวเข้ารับการรักษา
ที่บริเวณชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 ปี หน้าห้องวงษ์สุวรรณ ที่เป็นห้องรับรองข้าราชการบำนาญ ก็เกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ฝ้าเพดาน กระจก แตกกระจาย ผู้คนที่อยู่บริเวณดังกล่าวอย่างแน่นหนาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันวุ่นวายโกลาหล
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เร่งปิดกั้นพื้นที่ โดยให้ข้อมูลเพียงว่าเป็นเหตุระเบิดจากท่อแอร์ ที่อาจจะใช้งานมานาน ประกอบกับไม่ได้ดูแล นอกจากนี้ยังมีท่อแก๊ส ท่อสายไฟจำนวนมาก อีกทั้งสภาพอากาศร้อนอบอ้าว อาจเกิดแรงเสียดทานระเบิดขึ้น
ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บถึง 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นนายทหารเกษียณ ที่มาหาหมอรักษาอาการเจ็บป่วย
รุนแรงสุดถึงขั้นแก้วหูทะลุ บางคนถูกสะเก็ดระเบิดทะลุขา
แต่เมื่อตรวจสอบโดยละเอียด กลับกลายเป็นว่าเหตุครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุเสียแล้ว
แต่เป็นระเบิดสังหารที่มีคนนำมาวาง และหวังผลถึงชีวิต!!?
จากการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุของพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ส. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.191 พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่อีโอดี
พบหลุมและสารโพแทสเซียมคลอเรต ซึ่งเป็นหนึ่งในสารประกอบการทำวัตถุระเบิด อีกทั้งพบไอซี ไทเมอร์ สายไฟฟ้า ซึ่งมีลักษณะเดียวกับที่โรงละครแห่งชาติ นอกจากนี้พบเศษตะปูกระจัดกระจายเต็มพื้นที่
และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สรุปเบื้องต้นว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่องทำด้วยพีวีซี เป็นไปป์บอมบ์ แรงดันต่ำ ใช้ตะปูเข็มและเศษเหล็กเป็นส่วนประกอบระเบิด โดยคนร้ายที่น่าจะแทรกซึมทำทีเป็นผู้ป่วยหรือคนที่มาเยี่ยมไข้ เอามาซุกในแจกันดอกไม้
ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มเดียวกันกับที่ระเบิดหน้ากองสลากเก่า และที่โรงละครแห่งชาติ ส่วนสาเหตุยังไม่ตัดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวันครบรอบ 3 ปีรัฐประหารคสช. การสร้างสถานการณ์ การเชื่อมโยงกับเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้
แต่ครั้งนี้แตกต่างจากระเบิด 2 ครั้งแรกที่คนร้ายไม่ได้มุ่งหวังเอาชีวิต แต่ครั้งนี้ใช้สะเก็ดระเบิดจำนวนมาก หากโดนเต็มๆ ก็จะอันตรายได้
เป็นระเบิดที่มุ่งหวังชีวิต
- เร่งสอบ-โยงนายพลเกษียณ
หลังเกิดเหตุระทึกขวัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานขอภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ภายในโรงพยาบาล ซึ่งพบว่ามีทั้งหมด 17 ตัว
โดยกล้อง 17 ตัว ประกอบด้วยกล้องภายในห้องวงษ์สุวรรณ บริเวณชั้นใต้ดิน ทางเข้า-ออกอาคาร และภาพจากกล้องของอาคารอื่นข้างเคียงภายในโรงพยาบาล
ทั้งนี้กล้องในห้องวงษ์สุวรรณ มีเพียงตัวเดียว และไม่สามารถจับภาพนาทีที่คนร้ายนำระเบิดมาวางได้ เนื่องจากมุมกล้องตัวดังกล่าวหันไปที่เคาน์เตอร์จ่ายยา และจ่ายเงินเพียงมุมเดียว
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย ที่เดินทางเข้าออกอาคารในช่วงก่อนและหลังเวลาเกิดเหตุ เบื้องต้นคัดกรองผู้ต้องสงสัยประมาณ 20 คน อยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อระบุตัวบุคคลว่าเป็นใครกันบ้าง
นอกจากนี้ยังสอบสวนจดหมายเตือน ที่ก่อนหน้าเกิดเหตุระเบิดเพียง 3 วัน มีจดหมายถึงผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ถนนพระราม 6 มีเนื้อหาระบุว่า “ท่านผู้อำนวยการ โปรดฟัง ภายในปีนี้ขอให้ท่านระวัง จะมีก่อการร้ายภายในโรงพยาบาลของรัฐแถวนี้ 3 แห่งจากขบวนการ BRN IS เข้ามาแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อนจากมาเลย์ ให้ระวังผู้หญิงมุสลิม โพกผ้า สะพายเป้ และระวังให้ดี” โดยลงชื่อท้ายจดหมาย “โจรกลับใจ”
ทั้งนี้จดหมายดังกล่าวส่งมาจากเขตปทุมวัน เมื่อตรวจสอบก็พบว่ามีจดหมายลักษณะดังกล่าว 3 ฉบับ มีอีก 2 ฉบับลงชื่อ ‘อาแว ยูโซฟ’ ซึ่งตรวจสอบจากทะเบียนราษฎรพบว่ามีคนชื่ออาแว ยูโซฟ ทั้งหมด 75 คน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วทั้งหมดปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้เขียนจดหมาย จึงเป็นไปได้สูงที่จดหมายดังกล่าวลงชื่อปลอม
โดยเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบลายมือ เบื้องต้นคาดว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันเขียน และจะตรวจสอบดีเอ็นเอที่ติดอยู่กับจดหมาย เพื่อระบุตัวบุคคลว่าเป็นใครกันแน่
และจากการสอบสวนคาดว่ากลุ่มคนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 5 คน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 5 คน เคยไปปรากฏตัวแถวโรงละครแห่งชาติ และกองสลากเก่า เมื่อครั้งเหตุระเบิดก่อนหน้านี้
พร้อมเร่งสอบสวนผู้บาดเจ็บเพื่อสเกตช์ภาพผู้ต้องสงสัย
ไม่เพียงแค่นั้น ทางการข่าวทหารยังระบุว่าเหตุระเบิดครั้งนี้อาจเชื่อมโยงถึงนายพลเกษียณ 3 ราย ชื่อย่อ พ., ช. และ ม.
แต่เมื่อมีข่าวออกมา ก็มีเสียงตอบโต้ทันทีจาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.กอ.รมน. ระบุว่า ไม่เกี่ยวกับตนแน่ ตนเป็นทหารมาตลอดชีวิต อยู่ในสนามรบตั้งแต่ร.ต.จนถึงพล.อ. รู้ดีว่าสงคราม ไม่มีการ ยุ่งเกี่ยวกับโรงพยาบาล รบขนาดไหนก็ไม่ทำอะไรโรงพยาบาล
“ผมเกษียณมาหลายปี ขอประณามคนที่ทำว่าคิดสั้น ชั่วช้า เลวทราม หน้าตัวเมีย แต่อย่าเอามาพาดพิงผม”
เช่นเดียวกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ.และผบ.สส. ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง พูดจาไปเรื่อยเปื่อย ตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมืองมานาน อยู่บ้าน ว่างก็ไปทำบุญ ที่สำคัญตนก็ไปตรวจร่างกายที่ร.พ.พระมงกุฎเกล้า เป็นประจำ
เป็นคดีที่ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป
- ย้อน 2 เหตุระเบิดกลางกรุง
สำหรับเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ที่เกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในรอบ 2 เดือน เริ่มต้นด้วยช่วงค่ำวันที่ 5 เม.ย. ที่เกิดเหตุระเบิดหน้ากองสลากเก่า ถนนราชดำเนินกลาง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ น.ส.สุริญาพร พูลสมบัติ และ นางพิมพ์วรา รวีนพสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกทม. บาดเจ็บหูอื้อ ส่งรักษาตัวที่ร.พ.วชิรพยาบาล และพบถังขยะแตกเสียหาย 1 ใบ
จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุทั้งคู่กำลังกวาดขยะทำความสะอาดทางเท้าบริเวณดังกล่าว แล้วจึงนำขยะมาเทใส่ถัง จากนั้นประมาณ 1 นาที ก็เกิดระเบิดขึ้น
ขณะที่การตรวจสอบของชุดอีโอดี ระบุว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่อง เป็นไปป์บอมบ์ ใช้ท่อพีวีซีบรรจุดินระเบิด 300 กรัม จุดระเบิดด้วยการตั้งเวลาโดยใช้ไอซีไทเมอร์ ซึ่งเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเวลาได้สูงสุดไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่อานุภาพไม่ร้ายแรง เนื่องจากใช้ดินระเบิดน้อย มีระยะทำลายประมาณ 1-2 เมตร แต่ไม่ทำให้ตาย
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำเจ้าหน้าที่เทศกิจ 9 นาย เพื่อตรวจสอบว่าจุดระเบิดดังกล่าวอยู่ที่ไหนกันแน่ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิด เช็กตลอดเส้นทางถนนราชดำเนินกลาง ไปจนถึงแยกผ่านฟ้า และสอบปากคำเจ้าหน้าที่กทม. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 19.30-24.00 น. ทั้งหมด 14 คน
ทั้งนี้จากกล้องวงจรปิด พบผู้ต้องสงสัยป้วนเปี้ยนอยู่ที่ถังขยะกว่า 200 คน แต่ได้ตรวจคัดกรองเหลือผู้ต้องสงสัย 9 คน ซึ่งได้เรียกตรวจสอบแล้ว 7 คน เหลืออีก 1-2 คน
หลังจากนั้นคดีก็ไม่มีความคืบหน้า
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค. เวลา 20.30 น. เกิดเหตุระเบิดที่หน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้สนามหลวง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือน.ส.กัญชนา บุญชีพ และน.ส.จันทร์เพ็ญ วุฒิเอกไพบูลย์ ได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้าย
แม้ตอนแรกพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ที่รุดตรวจที่เกิดเหตุ จะระบุว่าไม่ใช่วัตถุระเบิด แต่เป็นท่อพีวีซีหัก ทำให้ประชาชนตกใจ แต่ต่อมาก็รับว่าเป็นเหตุระเบิดจริง เพราะพบไอซี ไทเมอร์ และ สายไฟ
เป็นการวางระเบิดชัดเจน
แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว
ทั้ง 3 คดี ถือเป็นระเบิดที่เกิดขึ้นกลางกรุง
ที่สั่นสะเทือนมากที่สุดคงไม่พ้น คสช.
