คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
ท่ามกลางกระแสสังคม เรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิต กับคนร้ายคดีฆ่าคนตายในหลายๆ คดี ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนต่างยกข้อมูลรายงานการศึกษาในต่างประเทศ ว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้คดีอาชญากรรมลดน้อยลงแต่ อย่างใด จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันไปมา

ล่าสุดศาลอาญาได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิต 2 คนร้ายก่อเหตุฆ่าปาดคอชิงทรัพย์หนุ่มบัณฑิต มศว โดยไม่ลดโทษให้แม้นคนร้ายจะยอมรับสารภาพ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่าน คำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.125/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 และ นางนิรา ภรณ์ เหลืองแจ่ม มารดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตติกร หรือ ตั้ม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว และ นายสุพัฒชัย หรือ เอ๊กซ์ จันทร์ศรี อายุ 25 ปี ชาว จ.อุทัยธานี
เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ที่ตนกระทำผิดฯ, ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปในเวลากลางคืน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371
หากยังจำกันได้คดีนี้เป็นคดีดังเมื่อต้นปี เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 4 ม.ค. เวลากลางคืน ขณะที่นายวศิน เหลืองแจ่ม หรือมะปิน บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร กำลังเดินอยู่บริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายกิตติกรทำทีเข้ามาถามทาง ก่อนพยายามชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 ของนายวศิน

แต่นายวศินต่อสู้ขัดขืน จึงถูกนายกิตติกรใช้อาวุธมีดแทง ทำร้ายหลายครั้งตามร่างกายและลำคอจนถึงแก่ความตาย แล้วชิงโทรศัพท์มือถือของผู้ตายหลบหนีไป โดยภาพวงจรปิดจากกล้องบริเวณดังกล่าวสามารถบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ได้ทั้งหมด
กระทั่งตำรวจติดตามจับกุมทั้งคู่ได้พร้อมของกลาง ก่อนสอบสวนพบว่านอกจากรายของนายวศินแล้ว ในคืนเดียวกันนั้นเอง ทั้งคู่ยังก่อคดีจี้ชิงทรัพย์พื้นที่ สน.โชคชัย และก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ พื้นที่สน.โคกครามรวม 3 คดี

ต่อมาวันที่ 18 ม.ค. พนักงานอัยการยื่นฟ้อง 2 ผู้ต้องหา พร้อมคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเป็นการกระทำผิดโดยอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชน ทำให้ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมาตลอด
ขณะที่ศาลพิเคราะห์คำรับสารภาพประกอบพยานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่งเป็นพยานในที่เกิดเหตุ เบิกความว่าเมื่อคืนวันที่ 4 ม.ค. เวลา 22.00 น. พยานเห็นหนึ่งในจำเลยฉุดกระชากนายวศินจนล้มลงและแทง หลายครั้ง พยานจึงวิ่งออกไปตะโกนห้าม ทำให้จำเลยทั้งสองซ้อนท้ายจักรยานยนต์หลบหนีไป และเข้าไปช่วยเหลือนายวศิน
แต่นายวศินเสียเลือดมาก จึงโทร.แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ต่อมาพยานให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและชี้ตัวจำเลยทั้งสอง เนื่องจากสามารถจดจำใบหน้าของคนร้ายได้ชัดเจน ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพเหตุการณ์ได้ และผลการตรวจลายนิ้วมือแฝงจากหมวกกันน็อกของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ มีดของกลาง และโทรศัพท์ที่ยึดได้ ตรงกับจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง
พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371 ในข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง ตามมาตรา 371 ให้ปรับคนละ 1,000 บาท ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญา และร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษประหารชีวิตข้อหาร่วมกันฆ่า ผู้อื่นฯ ตามมาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นบทหนักสุด และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แล้ว จำเลยก่อเหตุร้ายแรง มีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยาน หลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว

สำหรับนายกิตติกร จำเลยที่ 1 ก่อนก่อเหตุคดีนี้มีประวัติโชกโชน เคยต้องโทษเข้าเรือนจำมาแล้ว 8 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 13 ปี ก่อเหตุลักษณะคดีบุกรุก, ทำร้ายร่างกาย, ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อเดือนธ.ค. 2559
แม้นเมืองไทยจะยังมีโทษประหาร แต่ในความจริงแล้ว กรมราชทัณฑ์ไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมาแล้วถึง 8 ปี ปัจจุบันมีนักโทษประหารถูกคุมขังอยู่ที่คุกบางขวาง ราว 440 ราย โดยการประหารครั้งล่าสุด เป็น 2 นักโทษเด็ดขาดและต้องคดีเกี่ยวกับยาเสพติด 2 ราย ถูกประหารด้วยการฉีดยา เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2552 หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประหารชีวิตอีก