คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
อาทิตย์ สุวรรณโชติ
เรื่อง/ภาพ
เหตุการณ์การเสียชีวิตจากก๊าซพิษ ที่เกิดจากการหมักหมมในบ่อน้ำลึก เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดก็ที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ในโรงงานชื่อดัง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ศพ ที่ต้องตระหนักคือ จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 ราย ล้วนเป็นผู้ที่พยายามลงไปให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกลงไปคนแรก
หลังเกิดเหตุหลายหน่วยงานต่างออกมาให้ความรู้ถึงการให้ความช่วยเหลือและอุปกรณ์ป้องกันที่ถูกวิธี แต่ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่ไร้ผลกับพื้นที่ตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกลหรือบ่อน้ำตามทุ่งนา แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีอุปกรณ์ป้องกัน

ล่าสุดเหตุสลดก็เกิดขึ้นอีก เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ร.ต.อ.อรรษนัย ผาบจันดา รองสารวัตร(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรคลองขลุง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุมีผู้พบคนเสียชีวิต 2 ศพในบ่อน้ำกลางทุ่งนา
จุดเกิดเหตุสลดอยู่ห่างจากบ้านหมู่ 6 ตำบลวังไทร อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ราว 500 เมตร และห่างจากถนนในหมู่บ้าน 300 เมตร หลังรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย ร.ต.บุญเกิด อธิพงษ์ไพศาล หัวหน้าชุดทหารมวลชนสัมพันธ์ และหน่วยกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรธรรมสถาน
เจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยต้องเดินเท้า ลัดเลาะไปตามคันนาจนถึงบ่อน้ำมรณะ เป็นวงท่อปูนซีเมนต์ มีความลึกราว 13 เมตร ปากบ่อมีท่อสำหรับดูดน้ำ และมีบันไดที่สามารถไต่ลงไปที่ ก้นบ่อได้
ที่ก้นบ่อพบร่างของผู้เสียชีวิต 2 ราย นอนคว่ำหน้าอยู่ก้นบ่อน้ำ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถลงไปกู้ศพขึ้นมาได้ เนื่องจากประเมินแล้วว่าด้วยความลึกของบ่อน้ำ ที่ก้นบ่อน่าจะมีก๊าซไข่เน่าหรืออาจไม่มีออกซิเจนเพียงพอให้หายใจ
หน่วยกู้ภัยจึงประสานไปยัง หน่วยป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเขต 8 กำแพงเพชร ที่มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญชำนาญและมีอุปกรณ์หน้ากากออกซิเจนในการลงไปในบ่อน้ำ หลังจากเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุได้ติดตั้งรอก และอุปกรณ์หย่อนเจ้าหน้าที่ลงไปกู้ศพนำขึ้นมาจากบ่อได้สำเร็จ

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองคนชื่อ นายประเดิม คงประพันธ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66/1 หมู่ 4 ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร และด.ช.เด๋อ ชาวกะเหรี่ยง อายุ 12 ปี โดยผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย มีอาชีพรับจ้างเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เบื้องต้นผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย มีสภาพลิ้นจุกปาก โดยไม่พบร่องรอยบาดแผลตามร่างกายแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนนางเกศลิน ตาทิพย์ อายุ 36 ปี ผู้พบศพคนแรก ซึ่งก็เป็นหลานสาวของผู้เสียชีวิตเอง เล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนรับจ้างเลี้ยงเป็ด ตลอดทั้งวันจะมาดูแลเฝ้าเป็ดไล่ทุ่งที่บริเวณดังกล่าว

เนื่องจากมีฝนตกลงมาและมีน้ำท่วมขังพื้นที่นาที่เก็บเกี่ยวแล้ว จึงมีหอยเชอรี่ระบาด กลายเป็นอาหารโปรดอย่างดีของเป็ด จนถึงค่ำเวลา 18.00 น. ตนเอาข้าวเย็นมาส่งทั้งสองคน แต่ว่าไม่เห็นใครอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงเดินออกสำรวจโดยรอบก็ยังไม่พบ
เดินหาอยู่นานสุดท้ายเกิดเอะใจจึงเดินมาหาตรงบริเวณบ่อน้ำกลางทุ่งนาที่เกิดเหตุ เมื่อก้มลงไปก็พบว่าทั้งสองคนเสียชีวิตอยู่ที่ก้นบ่อแล้ว จึงรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบและแจ้งตำรวจกับหน่วยกู้ภัยมาช่วยกันกู้ศพขึ้นมาจากบ่อ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเด็กอาจจะซน และมาเจอบ่อน้ำบาดาลกลางทุ่งนา และที่บ่อก็มีบันไดเหล็กแล้วก็ท่อ แป๊ปน้ำขนาดใหญ่ จึงอาจปีนลงไปเล่นหรือปีนลงไปอาบน้ำ หรืออาจจะลงไปเพื่อหาน้ำดื่มก็เป็นไปได้
แต่ภายในบ่อที่มีความลึก 13 เมตร นั้นไม่มีอากาศให้หายใจ จึงอาจหมดสติ นายประเดิมที่มาด้วยกันตามมาพบ จึงลงไปช่วยและก็ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปด้วยกันทั้งคู่
หลังจากที่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมอบศพทั้งคู่ให้หน่วยกู้ภัยสว่างกำแพงเพชรธรรมสถาน นำศพส่งโรงพยาบาลคลองขลุง เพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพ หาสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง

ขณะที่ พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว รองผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวเตือนว่า การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพื้นที่อับอากาศ โดยเฉพาะสถานที่เป็นพื้นที่ปิดหรือมีช่องทางอากาศและออกซิเจนเข้าได้น้อย
ผู้จะเข้าให้ความช่วยเหลือต้องสวมใส่เครื่องช่วยหายใจ และมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณอย่างชัดเจน ให้ผู้ที่อยู่ด้านบนเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงก่อนที่จะลงปฏิบัติงานต้องรู้ว่าสถานที่นั้นมีก๊าซชนิดใดอยู่ภายใน เพราะก๊าซแต่ละชนิดทำอันตรายต่อร่างมนุษย์แตกต่างกัน
ส่วนมากตามสถานที่อับอากาศหรือบ่อบำบัดน้ำเสียที่มักจะเกิดเหตุบ่อยครั้ง จะมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งทำอันตรายต่อระบบการหายใจของมนุษย์ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้หมดสติและเสียชีวิต
ผู้ที่จะเข้าช่วยเหลือต้องมีอุปกรณ์และความรู้ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นได้รับอันตรายตามไปด้วย