แฟ้มคดี
มาถึงบทสรุปจนได้ สำหรับคดีของจอมตุ๋นลวงโลก
อย่าง อดีตพระเณรคำ หรือ นายวิรพล สุขพล ที่สร้างภาพเป็นนักเทศน์ชั้นยอด กล่อมผู้ฟังด้วยเรื่องราวสุดตื่นเต้น ไม่ว่าการมีเพื่อนเป็นพระอินทร์ หรือเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นพระนักปฏิบัติ
แต่อีกด้านหนึ่งก็ใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า นั่งเจ็ตหรู หิ้วแบรนด์เนม โดยใช้เงินบริจาคจากญาติโยมผู้ให้ความศรัทธา
ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อสาวลึกลงไปยังพบถึงความเกี่ยวโยงกับสีกามากหน้าหลายตา
บางคนมีลูกด้วยกัน ตามที่ผลดีเอ็นเอยืนยันชัดเจน
สุดท้ายเมื่อถูกดำเนินคดี ทั้งพรากผู้เยาว์ ฉ้อโกง รวมทั้งต้องขาดจากความเป็นพระเพราะต้องอาบัติปาราชิก
สุดท้ายก็หลบหนีไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายก็ถูกส่งกลับมาดำเนินคดี
ใช้เวลาหลบหนีนานกว่า 4 ปี
- ย้อนที่มาจอมลวงโลก
สำหรับคดีของนายวิรพล หรือหลวงปู่เณรคำ นั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนมิ.ย.2556 เมื่อมีภาพถ่ายพระภิกษุ พร้อมลูกศิษย์ สวมแว่นตาแบรนด์เนม ฟังเพลงจากไอพอด หิ้วกระเป๋าหรู นั่งเครื่องบินเจ็ต แพร่หลายอยู่ในโลกออนไลน์
เมื่อตรวจสอบก็พบว่าพระรูปดังกล่าว ก็คือพระวิรพล ฉัตรติโก หรือที่รู้จักกันในนามหลวงปู่เณรคำ ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับหน้าถือตากันอย่างมากหลาย ทั้งนักธุรกิจชื่อดัง และบุคคลในแวดวงคนมีสี ถึงขนาดมีรถตำรวจทางหลวงนำขบวนให้ทุกครั้งที่เดินทางไปไหนมาไหน
เมื่อเข้าไปตรวจสอบที่วัดป่าขันติธรรม ก็พบว่าที่แท้ยังไม่ได้ก่อตั้งเป็นวัด แค่เป็นที่พักสงฆ์ ก็พบลานเฮลิคอปเตอร์ ที่ระบุอีกว่า หลวงปู่เณรคำ เดินทางมาจำพรรษาที่วัดด้วยเฮลิคอปเตอร์เป็นประจำ
หนำซ้ำยังพบว่าเณรคำคนนี้ ทำตัวเป็นพระผู้ทรงศีล แม้จะมีพรรษาน้อย แต่ก็ทำตัวเหมือนพระเกจิ เคี้ยวหมากแบบโบราณจนคนเรียกหาว่า “หลวงปู่”
แต่แนวคำสอนล้วนอวดอุตริมนุสธรรม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพระอินทร์ หรือเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า!??
เมื่อมาเป็นประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ก็จัดสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้ทองคำ 150 กิโลกรัม สร้างเศียรองค์พระแก้วจำลอง โดยระดมบริจาคทองคำได้ถึง 9 ตัน และเงินทองอีกมหาศาล
นอกจากนี้ยังพบว่าเณรคำ จับจ่ายอย่างมือเติบ ซื้อรถหรูหลายสิบคัน เป็นมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ซึ่งหลายคันในจำนวนนี้ถูกส่งมอบให้กับพระผู้ใหญ่ จนทำให้เวลามีเรื่องร้องเรียนใดๆ ก็มักจะตรวจสอบไม่พบ หรือมักจะไม่มีมูลความผิด
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรูปถ่ายเณรคำคู่กับผู้หญิงขณะนอนหลับ แม้ทีมลูกศิษย์จะเอาตัวน้องชายเณรคำ มาโกนหัวอ้างว่าที่แท้ไม่ใช่รูปเณรคำ แต่สังคมก็ไม่เชื่อถือ
จนกระทั่งมีหญิงสาวรายหนึ่ง ออกมาประกาศว่ามีสัมพันธ์กับเณรคำตั้งแต่อายุ 14 ปี แถมมีลูกชายด้วยกัน และเรียกร้องให้เณรคำรับผิดชอบดูแล
เมื่อดีเอสไอ ที่รับเป็นคดีพิเศษตรวจสอบดีเอ็นเอจากปลายซิการ์ที่เณรคำสูบแล้วมอบให้ลูกศิษย์ไว้บูชา เศษจีวร พระเครื่องรุ่นดอกบัวคู่รุ่นชานหมาก พบว่าคราบน้ำลายบนเศษซิการ์ มีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับเด็กชายที่อ้างว่าเป็นลูก
ยืนยันชัดเจนว่าเณรคำมีสัมพันธ์กับหญิงสาวจนมีลูกด้วยกันจริง
ไม่เพียงแค่นั้นยังพบหลักฐานว่าเณรคำยังเกี่ยวพันกับผู้หญิงอีกหลายคน ถึงขนาดซื้อเรือนหอเอาไว้ให้ด้วย
เมื่อหลักฐานแน่นหนา นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับและยื่นเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษสั่งให้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์
เณรคำก็ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู้คดี
- สหรัฐส่ง”เณรคำ”กลับไทย
ถือเป็นความพยายามของเจ้าหน้าที่ไทย ที่จะนำตัวเณรคำกลับมาดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 แต่คราวนั้นสหรัฐแจ้งกลับมาว่าไม่มีเหตุให้จับกุม เนื่องจากนายวิรพลเปิดสำนักสงฆ์ในสหรัฐจริง และไม่มีพฤติกรรมหลบหนี
ทางอัยการสูงสุดจึงยื่นคำร้องให้ส่งตัวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2558 โดยใช้การส่งตัวเต็มรูปแบบ จากนั้นในวันที่ 22 ก.ค.2559 สหรัฐจึงจับกุม และพิจารณาโดยศาลแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2560 มีคำสั่งให้ส่งตัวนายวิรพลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
พร้อมให้เจ้าหน้าที่ไทยเดินทางไปรับตัว เพราะเกรงจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ และหากครบกำหนดอุทธรณ์ แม้นายวิรพลจะไม่ยื่นอุทธรณ์ หากไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยไปรับ สหรัฐก็จะปล่อยตัวทันที จึงเป็นเหตุให้อัยการและดีเอสไอเดินทางไปรับตัวถึงสหรัฐ
จนกระทั่งกลางดึกคืนวันที่ 19 ก.ค. นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อหลวงปู่เณรคำ ที่หลบหนีคดีอยู่ที่สหรัฐอเมริกานานกว่า 4 ปี ก็กลับมาถึงไทยจนได้ ตามคำร้องของเจ้าหน้าที่ไทยที่ขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายวิรพล หรือเณรคำ ก็ปรากฏตัวด้วยชุมห่มจีวร แสดงตัวเป็นพระภิกษุอยู่ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษทันที พร้อมแสดงคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ที่ให้พระเณรคำ ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งเจ้าตัวยอมรับคำสั่ง พร้อมปลดจีวรออกด้วยตนเอง
จากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานายวิรพล 6 ข้อหา คือ 1.ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2.ฉ้อโกงประชาชน 3.ฟอกเงิน 4.กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม 5.กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และ 6.พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายวิรพลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
พร้อมกันนั้นยังปฏิเสธไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบกับผู้เสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ
อดีตพระเณรคำยังให้การอีกว่า ก่อนถูกหมายจับตนเดินทางออกนอกประเทศตามที่ได้รับกิจนิมนต์ เมื่อทราบข่าวว่าถูกออกหมายจับก็ทำใจและตั้งหลักไม่ได้ จึงไม่เดินทางกลับประเทศอีก แต่ตอนนี้พร้อมแล้ว ทำใจได้ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ส่วนใครเป็นคนช่วยเหลือระหว่างหลบหนีออกนอกประเทศ ขอไม่พูดถึง และจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น
- ฟ้อง 2 คดี-ยึดทรัพย์ 43 ล้าน
หลังจากสอบปากคำตลอดคืน ดีเอสไอก็คุมตัวนายวิรพลมาส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อส่งฟ้องศาลอาญาทันที
โดย ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า อัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ ตรวจพยานหลักฐานแสดงตัวบุคคลและคำให้การชั้นสอบสวนผู้ต้องหาแล้ว เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาเป็นคนเดียวกันกับนายวิรพล สุขผล
จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง 2 คดี คือ 1.ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 มีอัตราโทษจำคุก 4-20 ปี และมาตรา 317 วรรคสาม อัตราโทษจำคุก 5-20 ปี
แต่ในข้อหาทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่ออนาจารนั้น อัยการสั่งยุติดำเนินคดี เนื่องจากคดีขาดอายุความแล้ว เพราะคดีมีอายุความ 15 ปีนับแต่วันกระทำผิด ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2543-2544 คดีจึงขาดอายุความไปตั้งแต่ปี 2559
ส่วนคดีที่ 2.สั่งฟ้องความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลปลอมหรือเท็จฯ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
และฐานฟอกเงินตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โทษจำคุก 1-10 ปี
นอกจากนี้ยังระบุท้ายคำฟ้องขอให้ศาลสั่งอดีตพระเณรคำ คืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหาย 29 คน รวมเป็นเงิน 28.6 ล้านบาท พร้อมขอให้นับโทษคดีทั้ง 2 ต่อจากกัน คัดค้านประกันตัวในชั้นศาล เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี
โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองคดี ในวันที่ 18 ก.ย.
ขณะที่นายวิรพล ไม่ได้ยื่นประกันตัว จึงถูกส่งตัวควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นอกจากคดีอาญา ศาลแพ่ง ยังมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ฟ.61/2556 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 3 ยื่นคำร้องให้ทรัพย์สินมูลค่า 43 ล้านของนายวิรพล กับพวกรวม 8 คน ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
โดยศาลเห็นว่านายวิรพลไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์ได้ ขณะที่นายวิรพลบวชเป็นพระ มีรายได้จากประชาชนที่มาทำบุญ ไม่ได้มีรายได้จากแหล่งอื่น
จึงเชื่อว่าทรัพย์สิน 27 รายการ อาทิ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รถหรูปอร์เช่ จักรยานยนต์ และทรัพย์อื่น เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด ให้ทรัพย์ทั้ง 27 รายการ มูลค่ากว่า 43 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน
เป็นคดีความที่ต้องต่อสู้กันต่อไป
